วาระด้านดิจิทัลสำหรับยุโรปหรือ Digital Agenda for Europe (DAE) มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวยุโรปและพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น
โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีด้านดิจิทัลให้มากที่สุด Digital Agenda for Europe อยู่ภายใต้ Europe 2020 Initiative ซึ่งมียุทธศาสตร์ให้ยุโรปเป็นภูมิภาคที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยพัฒนาประเด็นต่างๆ ก่อนปี ค.ศ. 2020 อาทิ เพิ่มการจ้างงาน สร้างนวัตกรรม พัฒนาด้านการศึกษาและวิจัย สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม (Social Inclusion) และ พัฒนาสภาพภูมิอากาศและพลังงาน เป็นต้น
นอกจากอียูจะเป็นตลาดเดียวในด้านการค้า และสหภาพศุลกากร ปัจจุบันอียูพยายามที่จะทำให้มีตลาดร่วมในด้านดิจิทัล หรือ Digital Single Market เพื่อเพิ่มศักยภาพของตลาดดิจิทัลภายในภูมิภาค ในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอื่นๆ เนื่องจากที่ผ่านมานั้น แม้อียูจะมีการลงทุนในสาขาการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องแต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว ยังนับว่าไม่มากนัก สัดส่วนจำนวนนักวิจัยและนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ต่อจำนวนประชากรยังมีจำนวนน้อยกว่าประเทศคู่แข่ง รวมไปถึง ตลาดดิจิทัล (Digital market) ภายในของอียูยังมีการแบ่งแยกเป็นรายประเทศอยู่ ซึ่งต่างจากกรณีของสหรัฐฯ ดังนั้น เป้าหมายหลักของอียูคือการพัฒนาให้อียูกลายเป็นตลาดร่วมด้านดิจิทัล (Digital Single market) ที่รวมตลาดของ 28 ประเทศสมาชิกเข้าด้วยกัน โดยสามารถเข้าใช้พื้นที่ตลาดที่หลากหลายอย่างไม่ซ้ำซ้อน เป็นการจัดระเบียบตลาดดิจิทัลทั่วยุโรปโดยการรวมกลุ่มบริษัทดิจิทัลขนาดเล็ก ซึ่งเมื่อบริษัทเหล่านี้รวมตัวกันก็สามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ อียูยังมีนโยบายด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งรวมถึงการพัฒนารูปแบบการให้บริการใหม่ๆ หรือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองกับวัฒนธรรมการตลาด การบริโภค และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป การลงทุนกับนวัตกรรมและการวิจัยจะสามารถช่วยคลี่คลายวิกฤติเศรษฐกิจได้ พร้อมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เท่าที่ผ่านมา อียูพยายามที่จะเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการทำงานของ SMEs เพื่อเพิ่มผลประกอบการจากการประหยัดทรัพยากรและต้นทุนผ่านการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ และลดเวลาในการทำธุรการหรืองานเอกสารที่ไม่จำเป็น
ในงานเปิดการประชุมด้านนวัตกรรม ครั้งที่ 2 (Innovation Convention) /1 ณ กรุงบรัสเซลส์ เมื่อเดือนมีนาคม 2557 ซึ่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ พร้อมทั้งหัวหน้าสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ นาย Jose Manuel Barosso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้กล่าวว่า นวัตกรรมเป็นนโยบายวาระแห่งอียูที่ทุกภาคส่วนควรนำเข้าไปบูรณาการใช้กับงานของตนและเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป ต้องมีการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้สามารถสอดแทรกเข้าไปในด้านต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจได้มากขึ้น เช่น ด้านการเกษตรเพื่อหากรรมวิธีการเพาะปลูกและการผลิตใหม่ๆ ที่ยั่งยืน รวมไปถึงการนำผลผลิตในตลอดห่วงโซ่อุปทานให้คุ้มค่าที่สุด
นาย Barosso ได้ยกตัวอย่างโปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอียูที่มีพัฒนาการการเติบโตทางนวัตกรรมอยู่ที่ร้อยละ 3.9 ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในอียู โดยโปรตุเกสกำลังจะฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจ และเชื่อว่าการพัฒนาด้านนวัตกรรมมีส่วนทำให้เศรษฐกิจในโปรตุเกสฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังได้เปรียบเทียบอัตราการเติบโตด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของยุโรปกับประเทศอื่นๆ ที่กำลังมีพัฒนาการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ข้อมูลจากการนำเสนอของนาย Barrosso เมื่อปี 2013 /2 ได้เปรียบเทียบการลงทุนในอียูและสหรัฐฯ ในฐานะคู่แข่งรายใหญ่ของอียู จะเห็นว่าการลงทุนทางด้านนวัตกรรมและการวิจัยในอียูนั้นยังตามหลังสหรัฐอยู่ทั้งการลงทุนในภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ดี พัฒนาการด้านนวัตกรรมของอียูนั้นเป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 - 2013 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นในการปฏิวัตินโยบายนวัตกรรมที่เกี่ยวโยงกับโครงการหุ้นส่วนลิสบอนเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน (Lisbon Partnership for Growth and Jobs) รวมไปถึงการที่อียูทุ่มงบประมาณ ภายใต้โครงการ Horizon 2020 อย่างต่อเนื่องให้กับภาคการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีการพัฒนานวัตกรรมของตน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
ถึงแม้อียูจะตามหลังประเทศคู่แข่ง อาทิ สหรัฐฯ ในการลงทุนด้านนวัตกรรมแต่อียูก็ถือได้ว่าเป็นผู้นำในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในการพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ Global Information Technology Report (GITR) /3 ได้รายงาน 10 อันดับ ประเทศทั่วโลกที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการใช้ ICT ในการกระตุ้นและก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ รวมไปถึงศักยภาพในการใช้นวัตกรรมในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชากร โดยอันดับ 1 คือ ฟินแลนด์ ที่ประชากรมากกว่า 90% สามารถเข้าถึงและใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน ที่น่าสนใจคือ ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนมหาศาลให้กับการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในช่วงปี ค.ศ. 1990 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามมาด้วยอันดับที่ 2 คือ สิงคโปร์และอันดับที่ 3 ได้แก่ สวีเดนซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอียูและเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย เชื่อถือได้ เอื้อต่อสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ สมาชิกอียูประเทศที่ 3 ที่ติดอันดับโลกคือเนเธอร์แลนด์ ที่พยายามนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนและทุกๆ กิจกรรมของสังคม ที่น่าสนใจคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการทำงานของภาครัฐ
ล่าสุดอียูได้พัฒนาด้านโทรคมนาคมในภูมิภาค โดยเปิดให้มีการส่งผ่านข้อมูลอย่างอิสระมากขึ้น โดยจะยกเลิกการเก็บอัตราค่าบริการระหว่างประเทศในประเทศสมาชิกอียู ซึ่งเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2557 รัฐสภายุโรปลงมติเห็นชอบระเบียบด้านโทรคมนาคมตลาดเดียว (Telecom single market) เสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อให้มีการยกเลิกการเก็บค่าบริการระหว่างประเทศ (Roaming) เพิ่มการเข้าถึงของข้อมูลในอินเทอร์เน็ตให้เท่าเทียมกันโดยปราศจากการจำกัดการเข้าถึง และอำนวยความสะดวกให้มีการประสานงานในการออกใบอนุญาตคลื่นความถี่ของแต่ละประเทศง่ายยิ่งขึ้น (Coordinate spectrum licensing) สำหรับ wireless broadband นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถเปลี่ยนบริษัทให้บริการด้านเครือข่ายได้ง่ายและสะดวกขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และที่สำคัญคือ การส่งผ่านข้อมูลและกิจกรรมบนโลกอินเทอร์เน็ตจะต้องมีความปลอดภัย โดยจะมีการยกเลิกค่าบริการระหว่างประเทศในการส่งผ่านข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2557 เป็นต้นไป จากการลงมติในครั้งนี้ทำให้การโทรศัพท์ การส่งข้อความสั้น (SMS) หรือ การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสมาชิกอียูจะไม่มีค่าบริการระหว่างประเทศแต่จะคิดเป็นค่าบริการของประเทศต้นทาง การเปลี่ยนแปลงด้านโทรคมนาคมในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเป็นตลาดร่วมดิจิทัลของอียู พร้อมทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนในการทำธุรกิจภายในภูมิภาคอีกด้วย
สังเกตได้ว่า นอกจากความพยายามที่จะรวมตลาดดิจิทัลของประเทศสมาชิกทั้ง 28 ประเทศแล้ว อียูยังให้ความสำคัญต่อการค้นคว้าพัฒนาและการส่งเสริมนวัตกรรม โดยมุ่งหวังให้เป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจยุโรปอย่างยั่งยืน อียูได้ตั้งเป้าหมายต่างๆ อาทิ การเพิ่มการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาให้ได้ 3 % ของ GDP การเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างการวิจัยในสถาบันการศึกษาและ ภาคธุรกิจ โดยให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการสนับสนุนนักศึกษาให้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดในบริษัทของตนได้ นอกจากนั้นยังพยายามส่งเสริมให้มีนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเปิดโอกาสให้นักวิจัยอายุน้อยได้แสดงศักยภาพเพื่อแสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในการผลิตหรือสร้างสรรค์นวัตกรรมนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัยและทุกด้าน
อียูมีนโยบายยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีที่ชัดเจนเพื่อที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนและพัฒนาโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านดิจิทัล สถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจมีการร่วมมือเพื่อตอบโจทย์ซึ่งกันและกันโดยมีการสร้างสรรค์นักวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมให้ตรงความต้องการของภาคธุรกิจ มีการสนับสนุนจากภาครัฐและได้รับความร่วมมือของภาคธุรกิจในการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่เพียงเท่านั้น การพัฒนาด้านเทคโนโลยีของอียูยังมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้เทคโนโลยีสามารถช่วยประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับไทยได้
ท่านสามารถติดตามข้อมูลเชิงลึกของอียูที่มีผลกระทบสำคัญ หรือเป็นโอกาสต่อประเทศไทย ได้ที่ www.thaieurope.net และติดตามรับข้อมูลข่าวสารได้ที่ Twitter ‘@Thaieuropenews’ และ facebook ‘Thaieurope.net’
---------------
/1 Speech by President Barroso at the Second Innovation Convention, http://europa.eu/rapid/press-release_SPEECH-14-198_en.htm
/2 Innovating in the digital era: putting Europe back on track, http://ec.europa.eu/news/pdf/131024_en.pdf
/3 Top ten countries for Embracing IT, http://forumblog.org/2014/04/top-10-countries-embracing-information-technology/?sf2675532=1






