เศรษฐกิจปีนี้ชะลอลงชัดเจน นำโดยการใช้จ่ายภายในประเทศที่ชะลอ ทั้งการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน
จากผลของการเมืองในประเทศ ที่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ ขณะที่การส่งออกก็ขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ คือ ช่วงสองเดือนแรกขยายตัวเพียงร้อยละ 0.2 จากระยะเดียวกันปีก่อน และล่าสุดตัวเลขกระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่าการส่งออกหดตัว ร้อยละ 1 ไตรมาสแรก จากที่การส่งออกเดือนมีนาคมติดลบร้อยละ 3.1 เทียบกับปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัว ปัจจัยนี้ทำให้นักวิเคราะห์ปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของไทยปีนี้ลง จากร้อยละ 4 เหลือประมาณร้อยละ 2 กว่าๆ โดยประเมินว่า การใช้จ่ายในประเทศคงถูกกดดันต่อไปจากความไม่ชัดเจนของการเมืองในประเทศ แต่แรงส่งของเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังน่าจะได้ประโยชน์ จากการฟื้นตัวของการส่งออกตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นปีนี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ จึงมองการส่งออกเป็นปัจจัยหลักที่จะฟื้นเศรษฐกิจ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่จะประเมิน
ข้อเขียนของผมอาทิตย์นี้ ให้ความเห็นว่า การส่งออกอาจไม่ขยายตัวหรือฟื้นตัวไม่ได้มากปีนี้ เพราะผ่านมาสามเดือนการส่งออกของประเทศในเอเชียล้วนชะลอ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่มีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติปี 2008 ทำให้การส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่สามารถขยายตัวได้ดีตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว อีกประเด็นเป็นปัญหาของเราเอง คือการส่งออกของไทยมีข้อจำกัดมากขึ้นในแง่ความสามารถในการแข่งขัน และปัญหาด้านอุปทาน ทำให้การส่งออกขยายตัวไม่ได้มาก แม้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และแม้ค่าเงินบาทจะอ่อนลงไปมาก นี้คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
ตัวเลขการส่งออกของประเทศในเอเชียปีนี้ แสดงการขยายตัวที่ชะลอลงทั่วหน้า มูลค่าการส่งออกของจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ชะลอลดลงร้อยละ 2 ในช่วงสามเดือนแรกของปีจากปีที่แล้ว และการส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เช่น ไทย ก็ชะลอลงมากเช่นกัน ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นไม่ส่งผ่านต่อไปถึงการขยายตัวของการส่งออกของประเทศในเอเชียเหมือนในอดีต เหตุผลก็คือ
หนึ่ง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกขณะนี้ ในภาพรวมดูเข้มแข็งขึ้น โดย IMF ล่าสุดคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัวร้อยละ 3.6 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นจากประมาณการเดิม แต่การฟื้นตัวสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นสำคัญ ไม่กระจายตัวไปในทุกจุดที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจสหภาพยุโรปขณะนี้ เริ่มฟื้นตัวแต่ไม่มาก และมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเงินฝืด ญี่ปุ่นเศรษฐกิจก็มีความเสี่ยงว่า การฟื้นตัวที่เริ่มปีที่แล้ว อาจจะอ่อนลงปีนี้จากผลของมาตรการภาษี VAT ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่การขยายตัวชะลอลงมาก สวนทางกับประเทศหลักที่กำลังฟื้นตัว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจึงยังไปคนละทิศคนละทาง ทำให้แรงส่งของการฟื้นตัวต่อการส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยมีไม่มาก
สอง สำหรับสหรัฐ เศรษฐกิจคาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 2.8 ปีนี้ ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติ ทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากสหรัฐยังขยายตัวไม่มาก แม้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้การใช้จ่ายในประเทศที่ดูดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการกลับมาลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงาน การขุดเจาะน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ ที่มีความต้องการสินค้านำเข้าต่ำ ส่วนปัจจัยด้านนโยบายการคลังสหรัฐที่เคยเป็นข้อกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ปัจจุบันข้อจำกัดด้านการคลังเริ่มลดลง ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐกลับมามีบทบาทต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่การใช้จ่ายภาครัฐก็มีความต้องการสินค้านำเข้าต่ำเช่นกัน ทั้งหมดหมายความว่า ลักษณะของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้ส่งผ่านต่อไปถึงการนำเข้าสินค้า หรือ การส่งออกของประเทศคู่ค้าสหรัฐไม่มากเหมือนแต่ก่อน
สาม เศรษฐกิจจีน ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และเป็นเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในแง่การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบ ปีนี้เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน จากนโยบายของจีนที่ต้องการปรับความสมดุลของเศรษฐกิจโดยลดพึ่งพาการส่งออก มาเน้นพึ่งพาการใช้จ่ายในประเทศ เพื่อผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ เมื่อการผลิตเพื่อการส่งออกของจีนชะลอ เศรษฐกิจจีนก็ชะลอ ทำให้ความต้องการของจีนที่จะซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลง นำมาสู่การชะลอของการส่งออกของประเทศที่พึ่งพาจีนเป็นตลาดส่งออก โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบไปจีน เช่น ออสเตรเลีย และประเทศในลาตินอเมริกา สำหรับไทย จีนเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญ มีสัดส่วนตลาดส่งออกของไทยร้อยละ 12 ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอ การส่งออกของไทยก็ถูกกระทบ
สี่ คือผลจากการลดทอนมาตรการคิวอีของสหรัฐ ที่มีต่อการไหลออกของเงินทุนจากประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ชะลอ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนที่เงินทุนเคยไหลเข้ามาก เมื่อเศรษฐกิจชะลอความต้องการที่จะใช้จ่ายก็ลดลง มีผลไปสู่การลดการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ทำให้การส่งออกของประเทศในเอเชียชะลอ กระทบถึงการค้าขายระหว่างกันของประเทศกลุ่มอาเซียนรวมถึงไทย
ทั้งสี่ปัจจัย คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจโลกที่ทำให้การส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ และประเทศในเอเชียรวมถึงไทยขยายตัวได้ไม่มาก แม้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้มากขึ้น และสำหรับไทย นอกจากสี่ปัจจัยนี้ เราก็มีปัจจัยภายในประเทศเอง ที่เป็นข้อจำกัดเพิ่มเติมต่อการส่งออกปีนี้
หนึ่ง ความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทยดูแย่ลง สะท้อนจากการส่งออกปีนี้ที่หดตัวช่วงสามเดือนแรก แม้ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนลงถึง 9 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยก็มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ต่ำลงกว่าอดีต จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
สอง คือปัจจัยเฉพาะของเราเอง เช่น การยกเลิกการผ่อนปรนภาษีนำเข้าให้กับสินค้าออกไทยที่ส่งไปขายในตลาดสหภาพยุโรป (GSP) ทำให้สินค้าที่ส่งไปขายในสหภาพยุโรป เสียภาษีสูงขึ้นเป็นอัตราร้อยละ 20 เทียบกับเดิมร้อยละ 7 ซึ่งกระทบการส่งออก นอกจากนี้ก็มีการลดลงของคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เพราะกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศที่จะมีผลต่อการส่งมอบสินค้า และการส่งออกสินค้าเกษตรไทยปีนี้ชะลอมาก จากปัญหาด้านอุปทาน ปัจจัยเฉพาะเหล่านี้ ล้วนกระทบการส่งออกของไทย
ด้วยเหตุนี้ หลายหน่วยงานได้ปรับลดเป้าการส่งออกปีนี้เหลือร้อยละ 3 - 4 แต่อัตราเพิ่มของการส่งออกร้อยละ 3 - 4 ปีนี้ก็ท้าทาย ถ้าปัจจัยลบที่พูดถึงไม่มีการแก้ไข หรือไม่มีการเสริมโดยนโยบายกระตุ้นการส่งออกเพิ่มเติมในตลาดใหม่ๆ ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี เช่น การขยายการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน หรือตลาดแอฟริกาที่การเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี






