หลังจากประเทศไทยว่างเว้นรัฐบาลมานาน 6 เดือน จนเกิดเป็นสุญญากาศทางการเมือง ในขณะนี้ได้มาถึง"จุดหักมุมการเมือง"
ในวันที่ 7-8 พฤษภาคมที่คาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และวันที่ 14 พฤษภาคมที่อาจจะมีการชี้มูลความผิดกรณีจำนำข้าวต่อนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งคดี ท่ามกลางความขัดแย้งที่ร้อนแรงทางการเมือง ระหว่างฝ่ายคัดค้านรัฐบาลรักษาการของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือกปปส.และมวลมหาประชาชนที่นำโดยนาสุเทพ เทือกสุบรรณ และฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช.และคนเสื้อแดง
โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคมนี้ จะเป็นช่วงเวลาการรวมศูนย์ความตึงเครียดและความเขม็งเกลียว ของบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมดีกรีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นมาเป็นลำดับในหลายเดือนที่ผ่านมา จนหลายคนไม่อยากมองเห็นภาพคนนับล้าน ที่จะออกมาชุมนุมบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากความตื่นตัวทางการเมืองที่ต้องการให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงและเดินไปข้างหน้าเพื่อนำไปสู่อนาคตที่ดีนั้น แต่อาจต้องเผชิญหน้ากับความรุนแรงอย่างที่คาดไม่ถึง และนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงของประเทศ แม้กระทั่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจนเกิดการชะลอตัว หรือถดถอยลงอย่างรวดเร็วในระยะปานกลางหรือระยะยาว หลังจากที่สัญญาณเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ไม่เกิดการขยายตัว ตรงกันข้ามมีตัวเลขของจีดีพีออกมาติดลบ
โดยทำให้เกิดการคาดการณ์ต่ออีกว่า ในไตรมาสที่สองก็จะมีจีดีพีที่ติดลบอีกด้วย เพราะเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญหลายตัวมีอาการทรุดตัวเกินคาดทั้งด้านการลงทุนและการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาครัฐบาลที่เป็นตัวกระตุ้นการใช้จ่าย ของภาคเอกชนต้องสูญหายไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เพราะรัฐบาลรักษาการนั้นไม่สามารถอยู่ในฐานะที่จะบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ ส่งผลให้ทิศทางของประเทศมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจยังฉุดให้จีดีพีเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด โดยคาดว่าในปลายเดือนพฤษภาคมที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการปรับลดประมาณการครั้งที่สามปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะเติบโตต่ำกว่าระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ จากที่คาดการณ์ไว้ต้นปีที่ 3 เปอร์เซ็นต์ และในเดือนมีนาคมที่ผ่านมามาอยู่ที่ 2.7 เปอร์เซ็นต์
ประเทศไทยในวันนี้อาจจะเดินมาถึงจุดที่เป็นทางตันอีกครั้ง เพราะเศรษฐกิจอาจจะไม่เติบโตโดยมีอัตราติดลบ หรือมีอัตราการเติบโตต่ำเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเชื่อว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยยังน่าจะเติบโตได้ปีละ 4-5 เปอร์เซ็นต์ ก็แสดงว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้จีดีพีหดตัวลงอย่างน้อย 2-4 เปอร์เซ็นต์ จึงถึงเวลาที่เศรษฐกิจไทยจะต้องรีเซ็ททั้งระบบ ถึงแม้ว่าหลายคนอาจจะดีใจที่ประเทศมีดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก แต่กลับเป็นสัญญาณเพิ่มความกังวลเพราะการนำเข้าของสินค้าทุนที่หดหายไปถึง 18 เปอร์เซ็นต์ในเดือนมีนาคมเป็นการชี้ว่า เศรษฐกิจที่หดตัวลงนั้นผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่นว่า หากยังทำการผลิตต่อไปจะขายสินค้าไม่ได้ ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือ การปรับลดหรือปลดแรงงานจะตามมาในอนาคตอันใกล้ ถ้าหากเศรษฐกิจไม่สามารถจะฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง และอาจจะต้องสูญเสียโอกาสในตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากผลสำรวจของธนาคารโลกที่คาดว่าจีนจะมีเศรษฐกิจที่แซงหน้าสหรัฐฯขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในปีนี้ ขณะที่อินเดียก็จะแซงญี่ปุ่นเป็นเบอร์สาม






