วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การจัดการปัญหาคอร์รัปชัน : เลือกเอาระหว่าง "ลูกอม" หรือ "ไม้หน้าสาม"

ทุกวันนี้ แต่ละประเทศมีวิธีจัดการปัญหาคอร์รัปชันที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ยุทธศาสตร์หลักของการต่อต้านคอร์รัปชัน

ประกอบไปด้วยการป้องกัน (Prevention) และ การปราบปราม (Suppression)

อย่างไรก็ดี ทั้งสองแนวทางนั้นมุ่งไปที่ “การลดแรงจูงใจ” ของผู้คิดจะกระทำการทุจริต เพราะคอร์รัปชันเป็นเรื่องของ “แรงจูงใจ” ที่คนโกงจะตัดสินใจคอร์รัปชันก็ต่อเมื่อพวกเขาเห็นว่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการคอร์รัปชัน “สูงกว่า” ต้นทุนที่พวกเขาต้องจ่ายไปหากคิดจะคอร์รัปชัน

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการคอร์รัปชันได้แก่ “สินบน” ในรูปแบบต่างๆ

การจ่ายสินบนอาจมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่แบบดั้งเดิมที่ใส่ซองจ่ายเงินสดในรูปเงินใต้โต๊ะและฟอกเงินอีกต่อโดยโอนผ่านบัญชีที่ฝากไว้ธนาคารต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการมอบของขวัญมีค่า เช่น รถหรู พระเครื่อง ให้หุ้นลม รวมถึงให้สิทธิพิเศษต่างๆ เช่น เปิดเมมเบอร์สนามกอล์ฟ หรือให้ทุนการศึกษากับบุตรหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือแม้แต่สินบนที่มาในรูปของแพคเกจทัวร์ท่องเที่ยวโดยอ้างว่าไปดูงานต่างประเทศ

สินบนเหล่านี้ คนจ่ายสินบนย่อมคิดดีแล้วว่า เมื่อจ่ายไปแล้ว ประโยชน์ที่ได้รับย่อมมีมากกว่าสินบนที่พวกเขาเสียไป เช่น ได้สิทธิสัมปทานระยะยาว ได้เป็นคู่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างแบบผูกขาด หรือได้รับการยกเว้นจากสิทธิพิเศษต่างๆ

สินบนจึงเป็นเครื่องมือเพื่อแลกเปลี่ยนกับการตัดสินใจ หรือ ใช้ดุลยพินิจของ “ผู้มีอำนาจ” ในการ “อนุมัติ” หรือ “ละเว้น” เพื่อช่วยเหลือให้ผู้จ่ายสินบนได้รับประโยชน์ผ่านการใช้อำนาจรัฐนั้น

ขณะเดียวกัน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมืองที่คิดจะคอร์รัปชันย่อมมี “ต้นทุน” ของการคอร์รัปชันเช่นกัน

ต้นทุนที่ว่านี้เริ่มตั้งแต่ โอกาสที่พวกเขาจะถูกจับได้ โอกาสที่พวกเขาจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โอกาสที่พวกเขาจะต้องติดคุกหรือโดนปรับ ไล่ออก ถูกถอดถอน รวมถึงชื่อเสียงที่ต้องถูกทำลายไป

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ต้นทุน” ของคนโกงด้วยกันทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี หากต้นทุนดังกล่าวต่ำมากๆ ก็จะยิ่งทำให้คนที่ใช้อำนาจตัดสินใจคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น

ต้นทุนที่ต่ำจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ หน่วยงานตรวจสอบไม่สามารถตรวจจับพฤติกรรมการทุจริตได้ไม่สามารถลงโทษคนโกงได้ หรือไม่มีใครกล้า “เป่านกหวีด” รายงานพฤติกรรมคอร์รัปชัน (Whistle Blower)

เมื่อไม่โดนจับ ก็ไม่ถูกดำเนินคดี…เมื่อไม่โดนดำเนินคดี ก็ไม่มีการลงโทษ…เมื่อไม่มีการลงโทษ นั่นหมายถึง ต้นทุนการคอร์รัปชันของผู้กระทำผิดจึงเท่ากับ “ศูนย์”

เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีต้นทุนการคอร์รัปชัน แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการทุจริตกลับมากมายมหาศาล...แน่นอนว่าปุถุชนทั่วไปย่อมตัดสินใจไม่ยากว่าตนเองจะคอร์รัปชันหรือไม่

ดังนั้น หากอธิบายพฤติกรรมการคอร์รัปชันในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์แล้ว คอร์รัปชันนับเป็นพฤติกรรมที่เกิดมาจากแรงจูงใจ หากแต่เป็นแรงจูงใจที่สร้างความสูญเสียให้กับสวัสดิการสังคม บิดเบือนการใช้ทรัพยากร ตลอดจนทำลายความเชื่อมั่นต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจทั้งยังเป็นการท้าทายคุณธรรม ความดีงามหรือ ความซื่อสัตย์ในสังคมนั้น หรือที่เราเรียกรวมๆ กันว่า Integrity

ด้วยเหตุนี้ การจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลดแรงจูงใจดังกล่าวผ่านแนวทางต่างๆ ซึ่งในวิชาคอร์รัปชันศึกษาและทุจริตวิทยา (Corruption Studies) แบ่งออกเป็นสองแนวทางใหญ่ คือ Carrot Approach และ Stick Approach

Carrot Approach หรือ การให้รางวัลเพื่อลดแรงจูงใจที่จะทำให้คนไม่คอร์รัปชัน เช่น การเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ การเพิ่มเงินประจำตำแหน่งให้กับผู้บริหารระดับสูงในองค์กรของรัฐ การให้เงินโบนัสเพื่อเป็นแรงจูงใจ หรือแม้แต่การให้ “สินบนนำจับ” เป็นเงินรางวัลสำหรับผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต

วิธีการข้างต้นที่ว่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นแนวทางที่ฝรั่งเรียกว่า Carrot หรือ ให้แครอทเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายกว่านั้น คือ แจกลูกอม เพราะในเมื่อคนได้รับรางวัลมากพอแล้ว โอกาสที่เขาเหล่านั้นจะไป “หาเศษหาเลย” มีนอก กินใน จากพฤติกรรมคอร์รัปชัน คงจะลดน้อยลงไปด้วย

แม้ว่า Carrot approach จะเป็นแนวทางจัดการปัญหาคอร์รัปชันแบบ “โลกสวย” แต่เอาเข้าจริง ธรรมชาติของคนเรานั้นโลภไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งประโยชน์ที่ได้จากการคอร์รัปชันสูงกว่าต้นทุนที่ตัวเองต้องจ่ายจากการคอร์รัปชันด้วยแล้ว แม้จะมีรางวัลมา “ล่อใจ” มากเพียงใด แต่ผลประโยชน์ที่ได้จากการโกงกลับมีมากกว่า ทำให้การแก้ปัญหาด้วยวิธีการแจกลูกอมจึงเป็นเรื่องยากที่จะลดปัญหาคอร์รัปชันได้

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ดูจะถูกกับ “จริต” ของมนุษย์มากที่สุด เห็นทีจะต้องใช้ “ไม้เรียวหวด” หรือ บ่อยครั้งหลายคนอยากเอา “ไม้หน้าสาม” ทุบเสียเลย แนวทางที่ว่านี้ เรียกว่า Stick Approach

Stick Approach ถ้าแปลเป็นไทย คือ ใช้ไม้เรียวหวด ไล่จากการลงโทษสถานเบาอย่างภาคทัณฑ์ ปรับ ไล่ออก จำคุก ไปจนถึง “ประหารชีวิต”

การจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการใช้แนวทางนี้ได้ ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

กรณีที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายอย่าง “เข้มข้น” นั้น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างการจัดการปัญหาคอร์รัปชันของประเทศจีนที่อัตราโทษการคอร์รัปชันสูงสุด คือ การประหารชีวิต

โทษประหารชีวิตจากความผิดที่มาจากการคอร์รัปชันนับเป็นการ “เชือดไก่” ให้ลิงดู และที่สำคัญ บทลงโทษดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะเหล่า “ปลาซิวปลาสร้อย” หากแต่สามารถลงโทษ “ปลาใหญ่” ระดับรัฐมนตรี หรือ ผู้นำพรรคในท้องถิ่น ยกตัวอย่าง เช่น กรณีของ ป๋อ ซี ไหล อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งนครฉงชิ่ง

ในตอนหน้า เราจะมาดูกันว่า เพราะเหตุใดจีนจึงตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชันจนต้องรีบกวาดล้างอย่างจริงจัง และพวกเขาเลือกที่จะใช้วิธีการใดระหว่างแจกลูกอมหรือตีด้วยไม้หน้าสาม