จนถึงวันนี้ คงไม่ต้องไม่พูดถึงว่าความขัดแย้งทางการเมือง จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
หรือเศรษฐกิจของประเทศมากน้อยแค่ไหน ซึ่งระดับของผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ตรงจุดไหนของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะว่าบางคนอาจไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างไรผลกระทบในครั้งนี้ ก็เกิดขึ้นในวงกว้างและยากที่จะประเมินเป็นตัวเลขแน่ชัดได้ เราเพียงเห็นการประมาณการ หรือตัวเลขจากหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาชี้แจงเท่านั้น เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจมากหรือน้อยกว่าการคาดการณ์ ก็เป็นได้
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น หากจะบอกว่ากินเวลายาวนานเกินไป ก็อาจจะจริงเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต เพราะว่าสถานการณ์ในอดีตนั้น เรายังพอเห็นทางออกว่าจะไปอย่างไร แต่สถานการณ์ในปัจจุบันนั้น คงไม่มีใครสามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าจะจบลงอย่างไร และที่น่าประหลาดใจ ก็คือ แม้แต่สมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ออกมาบ่นว่าต้องการให้พรรคบอกให้ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น และจะเป็นอย่างไรต่อไป หากกรณีองค์กรอิสระตัดสินให้คุณให้โทษกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาวะสับสนเกิดขึ้นไปทั่ว
อย่างไรก็ตาม หากติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคเอกชนหลายกลุ่มธุรกิจ ก็จะเห็นว่าแต่ละกลุ่มหรือแต่ละธุรกิจ ได้ปรับตัวรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยเฉพาะหลังจากได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนในธุรกิจท่องเที่ยวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งการปรับตัวของภาคเอกชนนั้น มีความหลากหลายอย่างยิ่ง ไม่มีกลยุทธ์ใดใช้ได้กับทุกสถานการณ์หรือทุกธุรกิจ แต่ขึ้นอยู่กับว่าตัวธุรกิจนั้นๆ จะปรับตัวรับผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร หากสามารถปรับได้ทันสถานการณ์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ไม่มาก แต่หากปรับตัวล่าช้า ผลกระทบก็มากขึ้นไปอีก
ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจเท่านั้น ยังรวมถึงประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง กับนโยบายรัฐบาล เช่น โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งขณะนี้มีครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับเงินในโครงการรับจำนำข้าวนับล้านครอบครัว แต่การปรับตัวของชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำนั้น อาจมีข้อจำกัดหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อาจต้องหาทางช่วยเหลือตัวเอง เพราะว่าการพึ่งพาหน่วยงานรัฐหรือรัฐบาล คงเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนยากจะประเมินได้ว่าจะสิ้นสุดลงอย่างไร
ดังนั้น การปรับตัวรับกับผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพราะว่าการเมืองขณะนี้ยังไม่สามารถหาคำตอบใดๆ ได้ว่าจะลงเอยอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจึงตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพราะไม่อาจกำหนดได้ชัดเจนว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ยิ่งความขัดแย้งที่ทุกฝ่ายยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิม และปฏิเสธทางออกความขัดแย้งที่ขัดกับประโยชน์ของตนเอง ดูเหมือนว่าการออกจากความขัดแย้งก็ยิ่งหมดหนทางไปทุกที เรากลับเผชิญกับการโต้ตอบกันไปมา โดยการชี้หน้าอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุ
เราเห็นว่า ขณะนี้หลายฝ่ายพยายามหาทางออก แต่เป็นทางออกที่เคยได้รับการปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ จึงไม่อาจตั้งความหวังได้ว่าจะยุติลงกันอย่างไร ดังนั้น หนทางเดียวของประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบนั้น คือ การปรับตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้สถานการณ์ของตัวเองเลวร้ายลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เราไม่เชื่อว่าการเมืองในขณะนี้มีทางออก หากว่ายังคงยึดมั่นกันเช่นเดิม วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือ คือ "เรา ประชาชน" ต้องช่วยเหลือตัวเอง...เท่านั้น






