background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

หุ้นภัตตาคาร VS บ้านจัดสรร

หุ้นภัตตาคาร VS บ้านจัดสรร

กลุ่มหุ้น "ยอดนิยม-ตลอดกาล" กลุ่มหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ คือ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นบ้านและคอนโดเพื่อขาย

หรือเรียกง่ายๆ ว่า หุ้นบ้านจัดสรร เพราะนี่คือธุรกิจที่มีบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากในตลาด และมีนักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยซื้อขายหุ้นแต่ละวันจำนวนมาก หุ้นกลุ่มนี้ไม่เพิ่งจะได้รับความนิยม แต่เป็นหุ้นที่มีความคึกคักมานานหลายสิบปีแล้ว มีแค่บางช่วงสั้นๆ ที่หุ้นซบเซาลง เช่น ภาวะที่เศรษฐกิจเกิดวิกฤติขึ้นเท่านั้น ที่ทำให้หุ้นเหงา คุณลักษณะของหุ้นบ้านจัดสรร มีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นพอสมควร จนทำให้วิธีการคิดวิเคราะห์ จะแตกต่างจากกลุ่มอื่นค่อนข้างมาก

หุ้นอีกกลุ่มหนึ่ง ยังไม่ได้ร้อนแรง เพราะมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดไม่มากเท่า และหลายบริษัท ยังทำธุรกิจอื่นด้วย คือ ธุรกิจภัตตาคารขายอาหาร นับวันผมเชื่อว่า จะมีธุรกิจนี้เข้าจดทะเบียนเพิ่มขึ้น และบริษัทเหล่านั้น จะเน้นที่การทำภัตตาคารมากขึ้นเป็น "Pure Play" คือพูดได้ว่าเป็นหุ้นขายอาหารแบบภัตตาคาร หรือขายอาหารพร้อมรับประทานเป็นหลัก และเมื่อถึงวันนั้นผมเชื่อว่า หุ้นภัตตาคารจะเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เราควรทำความเข้าใจกับธุรกิจนี้ ซึ่งผมคิดว่ามีอะไรน่าสนใจ และมีความแตกต่างจากหุ้นของกิจการอื่นๆ พอสมควร

ผมจับหุ้นบ้านจัดสรรมาพูด กับหุ้นภัตตาคารในบทความเดียวกัน เป็นเพราะผมคิดว่าหุ้นสองกลุ่มนี้ แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรใกล้เคียงกัน กลับมีความเหมือนกันในหลายๆ เรื่อง เช่นเดียวกับที่มีความแตกต่างกันในหลายๆ เรื่อง และถ้าเราเข้าใจ ก็จะทำให้เราวิเคราะห์หุ้นทั้งสองกลุ่มได้ดีขึ้น

ความเหมือนกันของธุรกิจสองกลุ่ม คือ ตลาดธุรกิจมีขนาดใหญ่มากคิดเป็นแสนๆ ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีผู้เล่น หรือผู้ขาย หรือให้บริการจำนวนมาก โดยที่ไม่มีบริษัทไหนที่จะ Dominate หรือครอบงำธุรกิจได้เลย พูดง่าย ๆ แม้แต่บริษัทใหญ่ที่สุด ก็มีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อยมาก

ดังนั้นจึงพูดได้ว่า เป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสมบูรณ์ ไม่มีใครกำหนด หรือควบคุมตลาดได้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เหตุผลคือ ข้อแรก ความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้บริโภค มีความหลากหลาย เรื่องของบ้านก็เป็นเรื่องของทำเล ที่ไม่มีบริษัทไหนจะยึดกุมได้

ส่วนเรื่องอาหาร คนกินต้องการอาหารที่มีรสชาติแตกต่างกันมากมายตลอดทั้งสัปดาห์ เดือนและปี ความสามารถที่จะสนองความต้องการทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ ข้อสองคือ การเข้ามาของบริษัทหรือกิจการใหม่ๆ เกิดขึ้นได้เสมอและทำได้ไม่ยาก บริษัทเหล่านั้น สามารถจะแข่งขัน และอยู่ได้ถ้ามีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม แม้จะเป็นกิจการขนาดเล็ก ดังนั้นทั้งสองธุรกิจนี้จึงเป็นธุรกิจที่ใครเก่ง มียี่ห้อ และอาจจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าบ้างก็เติบโต ใครไม่เก่งก็ค่อยๆ ถดถอยลง

ความเหมือนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของสองธุรกิจนี้ คือ แม้จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นธุรกิจที่มี "กำไรดี" นั่นคือ กำไรก่อนต้นทุนค่าโสหุ้ยค่อนข้างจะสูง ดังนั้น ถ้าบริษัทสามารถขายสินค้าได้สูงพอ เมื่อหักต้นทุนค่าโสหุ้ยต่างๆ แล้ว บริษัทมักจะทำกำไรต่อยอดขายได้ค่อนข้างสูง เหตุผลที่เป็นแบบนี้ คือ ลูกค้าที่ซื้อบ้าน หรือลูกค้าที่เข้ามากินอาหารในภัตตาคาร ไม่ได้เข้ามาเพราะเรื่องราคาอย่างเดียว คุณภาพก็เป็นสิ่งสำคัญพอๆ กัน บริษัทสามารถตั้งราคาที่ทำให้มีกำไรที่ดีได้ และนี่ทำให้บริษัทที่มียอดขายที่ดีทำกำไรได้สูง โดยไม่ถูกแย่งชิงลูกค้าเหมือนธุรกิจโภคภัณฑ์ที่การแข่งขันขึ้นอยู่กับราคาเป็นหลัก

ข้อดีของสองธุรกิจที่คล้ายกันอีกอย่างหนึ่งคือ การขยายตัวหรือ เพิ่มยอดขาย ต้องการเงินลงทุนโดยเฉพาะทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นไม่มากนัก ส่วนภัตตาคาร บริษัทแทบไม่ต้องใช้ทุนอะไรเลย เพราะมักใช้วิธีการเช่าร้าน และการขาย ก็เป็นเงินสด ขณะที่ซื้อวัตถุดิบเป็นเงินเชื่อ แต่การสร้างบ้านขาย อาจจะคิดว่าบริษัทต้องลงทุนสร้างบ้านให้เสร็จก่อนที่จะขายได้เงินมา บริษัทบ้านจัดสรร สามารถที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินมาซื้อที่ และสร้างบ้านได้ค่อนข้างมาก เงินทุนในส่วนของเจ้าของที่จะต้องใช้จริงๆ จึงไม่มากนัก เมื่อเทียบกับยอดขาย หรือเทียบกับกำไรที่จะได้ สรุปคือ นี่ไม่ใช่ธุรกิจที่เป็น Capital Intensive หรือต้องลงทุนสูง ดังนั้นจึงเป็นธุรกิจที่ดี

มาถึงเรื่องความแตกต่างของสองธุรกิจนี้ ผมพบว่า ธุรกิจภัตตาคารดูเหมือนจะดีกว่าพอสมควรโดยมีประเด็นสำคัญ คือ ธุรกิจภัตตาคาร มีความสม่ำเสมอของผลประกอบการสูงกว่าธุรกิจบ้านจัดสรรมาก เหตุผลคือ ข้อแรก ธุรกิจภัตตาคารนั้นมีจำนวนลูกค้ามากกว่ามาก บางแห่งอาจจะมีลูกค้าเป็นล้านๆ ราย ในขณะที่ลูกค้าของบริษัทบ้านจัดสรรนั้นแต่ละปีอาจจะมีแค่หลักพันหรือหมื่นรายเท่านั้น

การที่ลูกค้าภัตตาคารส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ซื้อซ้ำหรือเป็นลูกค้าประจำ นี่ทำให้รายได้ของกิจการมีความสม่ำเสมอ ขณะที่ลูกค้าบ้านจัดสรร ส่วนใหญ่แล้วเป็นลูกค้าใหม่และดังนั้นบริษัทต้องเริ่ม "นับหนึ่ง" ใหม่ทุกปี นี่ทำให้ผลประกอบการ อาจจะไม่แน่นอน เพราะสินค้าปีใหม่อาจจะไม่ "โดนใจ" ลูกค้าใหม่ได้ และข้อสุดท้ายคือ อาหารภัตตาคารนั้น มีราคาต่ำกว่าบ้านมากและอาหารเป็นสิ่งที่เลื่อนการบริโภคไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ยอดขายของภัตตาคารจะถูกกระทบน้อยกว่าบ้านจัดสรรมาก

ความแตกต่างที่ทำให้ภัตตาคารน่าจะเป็นธุรกิจที่ดีกว่าบ้านจัดสรรอีกข้อหนึ่ง คือ ภัตตาคาร มียี่ห้อ หรือมีรสชาติอาหารและบริการที่ทำให้ลูกค้า "ติด" ได้มากกว่าบ้านจัดสรรที่ลูกค้าอาจจะให้คุณค่าของยี่ห้อน้อยกว่ามาก มองในแง่นี้ ภัตตาคารสามารถสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืน หรือ Durable Competitive Advantage ได้ง่ายกว่า ขณะที่ธุรกิจบ้านจัดสรรทำได้ยาก

ความแตกต่างที่สำคัญข้อสุดท้ายที่ทำให้ธุรกิจภัตตาคารน่าสนใจและทำให้มี “คุณค่า” กว่าธุรกิจบ้านจัดสรรก็คือ การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรม เหตุผลที่การซื้ออาหารกินเป็นธุรกิจที่โตเร็วกว่านั้น เป็นเพราะรายได้ของคนไทยนั้นเพิ่มขึ้นในขณะที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง นั่นทำให้คนยอมจ่ายเงินกินอาหารภัตตาคารที่อร่อยกว่าและต้นทุนเมื่อเทียบกับการทำอาหารกินเองที่บ้านนั้นแคบลง แต่ในกรณีของบ้านจัดสรรนั้น อุตสาหกรรมน่าจะโตช้าลงไปเรื่อย ๆ เหตุผลเป็นเพราะคนไทยนั้นมีอัตราการเกิดน้อยลงมากและจะเริ่มเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ความต้องการบ้านจะค่อย ๆ ลดลงในเวลาไม่นานนัก

ข้อสรุปของผมก็คือ ธุรกิจภัตตาคารนั้น โดยพื้นฐานแล้วเป็นธุรกิจที่ดีกว่าธุรกิจบ้านจัดสรรถ้าบริษัทประสบความสำเร็จ เหตุผลก็คือ มันเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ดีพอ ๆ กันแต่มีความสม่ำเสมอกว่ามากและมีโอกาสที่จะเติบโตตามอุตสาหกรรมได้มากกว่า ว่าที่จริงหุ้นภัตตาคารในสหรัฐหลายตัว เช่น หุ้นแมคโดนัลด์นั้นเป็นหุ้นประเภท “ซูเปอร์สต็อก” ที่มีมูลค่าสูงมาก ในตลาดหุ้นไทย ผมคิดว่าเพิ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของหุ้นภัตตาคารที่จะเติบโต อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นภัตตาคารนั้นก็จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงราคาของหุ้นด้วย เพราะถึงแม้ว่ากิจการภัตตาคารในระยะยาวอาจจะดีแต่ค่า PE ก็สูงกว่าหุ้นในกลุ่มบ้านจัดสรร ดังนั้น จึงไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าหุ้นในกลุ่มไหนน่าลงทุนกว่า เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ หุ้นภัตตาคารของไทยอาจจะไม่สามารถเติบโตกลายเป็นหุ้นซูเปอร์สต็อกก็ได้เมื่อคำนึงถึงว่าบริษัทที่เป็นอินเตอร์แบรนด์อย่างแมคโดนัลด์หรือ KFC ต่างก็ดำเนินงานในประเทศไทยมาช้านานแล้ว การเอาชนะภัตตาคารเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย