พลันที่บอร์ดผู้บริหารของสโมสรอาร์เซนอลประกาศแต่งตั้งอาร์แซน เวนเกอร์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ในปี 1996 ก็ได้ก่อให้เกิดคลื่นกระแสช็อก
ไปทั่วสนามไฮบิวรี่อย่างไม่มีใครอยากเชื่อกับหู (แต่อยากเห็นกับตา)
หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Evening Standard ประจำกรุงลอนดอน ถึงกับพาดหัวข่าวว่า “Arsene Who?” ในเชิงปรามาสว่า อาร์แซงเป็นใครกัน? หรือว่าจะมาจากกอไผ่?
หนักกว่านั้น ก็คือปฏิกิริยาของกัปตันทีมโทนี่ อาดัมส์ที่สบถได้อย่างเจ็บแสบในวันแรกๆ ว่า “Who the f**** is he?” เรียกว่าไม่มีความรู้สึก first impression หรือความประทับใจในตัวผู้จัดการทีมคนใหม่เอาเสียเลย ในสายตาของโทนี อาดัมส์ แล้ว อาร์แซงตัวผอมสูงแถมยังใส่แว่นตาเสียอีก ดูมีบุคลิกเป็นคุณครูมากกว่าจะเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล ไม่น่าจะรู้เรื่องเกมลูกหนังสักเท่าไหร่?
ในยุคสมัยนั้น การใช้บริการกูเกิลเพื่อเสาะหาประวัติ โปร์ไฟล์ชื่อ “Arsene Wenger” เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แฟนๆ ปืนใหญ่ และเหล่าบรรดานักเตะรวมทั้งสื่อมวลชนอังกฤษต่างพากันประหลาดใจและวิตกกังวลว่า ผู้บริหารกำลังเล่นเกมเสี่ยงและนำพาสโมสรไปลงหุบเหว?
แต่สุดท้ายแล้ว เวนเกอร์ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าทุกคนคิดผิดกันหมด ผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสที่มีดีกรีปริญญาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์คนนี้สร้างเกียรติประวัติพัฒนาให้อาร์เซนอลก้าวขึ้นมาอีกหลายขั้นหลายระดับ ปฏิวัติระบบความคิดและการบริหารทีมฟุตบอลอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นยุคทองของสโมสรอย่างแท้จริง
ในฤดูกาลแรกของอาร์แซน เวนเกอร์ อาร์เซนอลได้อันดับ 3 ในตารางลีก หลังจากนั้น ในฤดูกาลที่ 2 จนถึงฤดูกาลที่ 18 ในปัจจุบันนี้ อาร์เซนอลจบฤดูกาลในตำแหน่งท็อปโฟร์ถึง 17 ฤดูกาล ผ่านเข้าไปเล่นในแชมป์เปี้ยนลีกถึง 16 ฤดูกาลติดต่อกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เวนเกอร์ได้สร้างเกียรติประวัติอันเกรียงไกรสุดๆ ด้วยการพาอาร์เซนอลคว้าดับเบิ้ลแชมป์ถึงสองสมัย แชมป์พรีเมียร์ลีกสามสมัย และสร้างตำนาน The Invincibles แบบไม่แพ้ให้กับทีมใดเลยติดต่อกัน 49 นัดเป็นประวัติศาสตร์
ถึงแม้ว่า ในปัจจุบันนี้ อาร์เซนอลไม่ได้แชมป์อะไรเลยติดต่อกันมาเป็นฤดูกาลที่ 8 แต่ผู้บริหารรวมทั้งบรรดานักเตะและแฟนบอลก็ยังเชื่อมั่นในตัวของอาร์แซน เวนเกอร์ ว่านี่คือ The Best One ตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ชนิดที่ไม่มีใคร (ในปี 1996) จะคาดคิดได้ว่า อาร์แซน เวนเกอร์ จะสามารถพาทีมอาร์เซนอลมาได้ไกลถึงขนาดนี้
แตกต่างจากกรณีของเดวิด มอยส์ที่เพิ่งโดนปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมของปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชนิดไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์
ชื่อของเดวิด มอยส์ต้องถือว่าไม่ได้โนเนมอย่างแน่นอนสำหรับวงการฟุตบอลอังกฤษ เพราะรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมของสโมสรเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีกติดต่อกันถึง 11 ปี ด้วยผลงานที่ต้องถือว่าติดตาน่าประทับใจ (ระดับหนึ่ง)
แต่พลันที่สโมสรประกาศแต่งตั้งเดวิด มอยส์ให้เข้ามารับตำแหน่งสุดยอดปรารถนาสำหรับผู้จัดการทีมทั่วโลกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว ก็เกิดคำถามแผ่ซ่านไปทั่วเกาะอังกฤษและภาคพื้นทวีปยุโรปในทำนองว่า “Moyes Why?”
ทำไม ทำไม ทำไม ต้องเป็นเดวิด มอยส์????????
เป็นคำถาม “ทำไม” ที่สมเหตุสมผลอย่างแน่นอน
หากย้อนกลับไปพิจารณากรณีของอาร์แซน เวนเกอร์ แล้ว จะเห็นว่า ถึงแม้จะถูกปรามาสต่างๆ นานา แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้จัดการชาวฝรั่งเศสคนนี้บินเหินฟ้าเข้ามาสู่สโมสรอาร์เซนอลด้วยเกียรติประวัติ 2 แชมป์กับสโมสรโมนาโกในฝรั่งเศสและ 2 แชมป์สโมสรนาโกย่า แกรมปัส เอตของญี่ปุ่น
หรือแม้กระทั่งกรณีของยอดโค้ชชาวโปรตุเกสนามโฮเซ่ มิรินโญที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดทีมเชลซีครั้งแรกเมื่อปี 2004 ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางหรือหวือหวาในวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีมากนัก แต่อย่างน้อยที่สุด CV ใบประวัติของโฮเซ่ มิรินโญก็เป็นยันต์กันผีได้เป็นอย่างดี ด้วยเกียรติประวัติถึง 6 แชมป์ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 ฤดูกาลที่คุมสโมสรเอฟซี ปอร์โตในโปรตุเกส โดยเฉพาะตำแหน่งแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกที่ไม่ธรรมดาเอาเลย ย่อมทำให้บรรดานักเตะอาวุโสและแฟนๆ ของเชลซีต้องเกรงใจ และยอมรับว่าเป็น The Special One จริงๆ โดยไม่ต้องมีคำอธิบายมากมาย
เพียงแค่ฤดูกาลแรก โฮเซ่ มิรินโญก็สร้างชื่อและพิสูจน์ให้เห็นทันตาด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และทำให้เชลซีได้แชมป์พรีเมียร์ลีกแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี พร้อมทั้งสร้างสถิติทำแต้มได้สูงสุดถึง 95 แต้มในหนึ่งฤดูกาลที่ยังไม่มีทีมไหนทำลายได้
ในทางตรงกันข้าม เดวิด มอยส์เดินทางมาโอลด์แทรฟฟอร์ดเพื่อรับทำหน้าที่ต่อจากเซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสันแบบมือเปล่าไม่มีเกียรติประวัติหรือถ้วยแชมป์ใดๆ ที่สามารถเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาจากบรรดานักเตะปีศาจแดงที่ลิ้มรสแห่งชัยชนะและสารพัดแชมป์มากันแบบไม่ขาดสาย
แม้กระทั่งตัวเซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน เอง ก่อนที่จะได้รับการทาบทามให้มากอบกู้แมนฯยูไนเต็ดในปี 1986 นั้น ก็ไม่ได้มาแบบบุญช่วย แต่มาพร้อมเกียรติประวัติเต็มมือ สร้างผลงานอย่างลือลั่นพาสโมสรอเบอร์ดีน ทีมระดับกลางๆ ในลีกของสกอตแลนด์ให้ก้าวผงาดบดบังรัศมีของยักษ์ใหญ่กลาสโกว์ แรงเยอร์และกลาสโกว์ เซลติกอย่างน่าประทับใจเป็นที่สุด ด้วยเกียรติประวัติ 11 แชมป์ โดยเฉพาะแชมป์ลีกสกอตติสพรีเมียร์ 3 สมัย แชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์คัพ และแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ
แน่นอนที่สุดว่า เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน มีส่วนมีบทบาทสำคัญมากๆ ในการแต่งตั้งเดวิด มอยส์ให้สืบทอดตำแหน่งหน้าที่ต่อ และตระหนักดีกว่า ถึงแม้จะไม่เคยประสบความสำเร็จนำพาเอฟเวอร์ตันคว้าแชมป์ใดๆ เลยตลอดช่วงระยะเวลา 11 ปีที่คุมบังเหียน แต่อย่างน้อยที่สุด เอฟเวอร์ตันภายใต้การคุมทีมของเดวิด มอยส์ก็จบทุกฤดูกาลในตำแหน่งท็อปเท็นได้อย่างน่าทึ่งหรือไม่ต้องเผชิญกับภาวะหนีการตกชั้น ทั้งๆ ที่มีงบประมาณอย่างจำกัดจำเขี่ยมากๆ
นอกจากนี้ ในความคิดของเซอร์อเลกซ์และบอร์ดผู้บริหาร อาจจะพิจารณาศึกษากรณีของเป๊ป กวาร์ดิโอลาด้วยก็เป็นได้ เพราะก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมบาร์เซโลน่าในช่วงปี 2008 นั้น เป๊ปไม่มีประสบการณ์เลยก็ว่าได้ เรียกว่าด้อยกว่าเดวิด มอยส์เสียอีก สุดท้าย เป๊ปก็สร้างความยิ่งใหญ่พาบาร์เซโลน่าคว้าสารพัดแชมป์ ได้รับการยกย่องให้เป็นทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
ถ้าเป๊ป กวาร์ดิโอลาทำได้ แล้วทำไมเดวิด มอส์จะทำไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เดวิด มอยส์มีประวัติดี ยืนทน ไม่ทิ้งงานหรือชอบย้ายสโมสรบ่อยๆ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของสโมสรที่ต้องการเสถียรภาพและความต่อเนื่องในระยะยาวไม่ต้องการเห็นผู้จัดการคนเก่าคนใหม่เดินเข้าออกเป็นว่าเล่น (เหมือนเชลซี) และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เดวิด มอยส์ได้รับโอกาสและถูกเลือกให้เป็น The Chosen One ด้วยสัญญาระยะยาวถึง 6 ปี แทนที่จะเป็นโฮเซ่ มูรินโญ
แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยผลงานที่ย่ำแย่เป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรยุคใหม่นั้น การที่เดวิด มอยส์ถูกปลดออกจากตำแหน่งที่คุมบังเหียนมาได้ 9 เดือน จึงไม่ได้สร้างความประหลาดใจใดๆ เลยสำหรับคนในวงการฟุตบอลทั่วโลก เพราะเขาคือ The Wrong One ตัวเลือกที่ผิด






