วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยต้องเรียนรู้รักษาสมดุลค่าเงิน

เงินหยวนจะผงาดเป็น 1 ใน 3 เงินสกุลหลักของโลก ในยุคเปลี่ยนผ่านระบบการเงินใหม่ ที่กำลังจะมีข้อสรุปชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

อาจจะในช่วง 5-10 ปีข้างหน้านับจากนี้ไป โดยล่าสุดนางเวย เวย อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารระดับภูมิภาคฝ่ายบริการการค้าและเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ ของธนาคารเอชเอสบีซี ประจำเอเชีย-แปซิฟิก บอกว่าบทบาทเงินหยวนจีนที่มีต่อการค้าโลกและเอเชียจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการค้าในกลุ่มตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทยในอนาคตข้างหน้า จากข้อมูลสำรวจในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีการใช้เงินหยวนแซงหน้ายูโรขึ้นเป็นอันดับ 2 สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินด้านเทรดไฟแนนซ์ และการชำระเงินของภาคธุรกิจ แม้จะยังตามหลังดอลลาร์สหรัฐที่อยู่ในอันดับหนึ่ง ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าภายในปีหน้านี้ราวครึ่งหนึ่งของการค้าภายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะใช้หยวนเป็นสกุลเงินเพื่อทำการค้าระดับโลก

“ขณะเดียวกันคาดว่ามูลค่าของเงินหยวน ที่จีนใช้ทำการค้าระหว่างกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จะเท่ากับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ และภายใน 5 ปีข้างหน้าและคาดว่าอีกกว่า 30% ของการค้าทั้งหมดของจีนจะดำเนินการโดยใช้เงินหยวน” ทั้งนี้ผู้บริหารของธนาคารเอชเอสบีซียังให้ข้อมูลอ้างอิงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นการค้าของเอชเอสบีซีที่ถามความเห็นของธุรกิจที่ทำการค้าระหว่างประเทศขนาดใหญ่และขนาดเล็กของตลาดเกิดใหม่ 25 ประเทศทั่วโลก ได้ยกย่องให้จีนเป็นแรงขับเคลื่อนการค้าในตลาดโลกที่สำคัญโดยระบุว่าภายในปี 2573 การค้าโลกที่มีสัดส่วน 1 ใน 5 จะทำกับจีน หรือคิดเป็นสัดส่วนการค้าของจีนมากกว่า 30% ของทั้งหมดในโลก ทำให้มองได้ว่าจีนจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อการเติบโตในระดับการค้าของโลกในอนาคต

แต่จีนยังต้องพบกับปัญหาของตัวเอง ทั้งในเรื่องฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ และจัดการกับอาการโป่งพองของสินเชื่อที่ขยายเกินตัวในระบบธนาคารเงาที่มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลถึง 23 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อให้เงินหยวนมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในระบบอัตราแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินต่างๆ ของโลก แม้ว่าจะได้ทำการขยายช่วงการของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเป็น 2% ทั้งการซื้อหรือขายเงินหยวนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือมีการทำสวอปเงินหยวนกับอีกสิบกว่าประเทศเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเงินหยวนในตลาดการเงินระหว่างประเทศ จากการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการ บทบาทของเงินหยวนกำลังท้าทายให้ธนาคารกลางของประเทศตลาดเกิดใหม่ ต้องหันมาถือเป็นสกุลเงินหลักในทุนสำรองมากขึ้น

นับจากนี้ไป การเคลื่อนไหวของเงินหยวนจะถูกจับตามองมากขึ้น ว่าจะสามารถบริหารได้อย่างมีเสถียรภาพ ในทิศทางที่แข็งค่าและอ่อนค่าหรือไม่ หลังจากในช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ระหว่างปี 2553 จนถึงปี 2556 เงินหยวนเทียบดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางที่แข็งค่าด้านเดียวถึง 12% แต่ ณ ปัจจุบันเงินหยวนมีการปรับค่าอ่อนลง 3% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2557 อย่างไรก็ตาม โดยในช่วงที่ผ่านมา ทางด้านประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการไหลออกของเงินทุน จนเกิดวิกฤติค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่ยังอ่อนแอ ทั้งที่เกิดจากการมีงบประมาณขาดดุล มีดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล การมีอัตราเงินเฟ้อสูงเกินคาดการณ์ มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และปัญหาการเมืองที่มีความไม่แน่นอน ก็ยังคงต้องจัดระบบการเงินของตัวเองเช่นกันให้มีความแข็งแกร่ง และมีความสมดุลมากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับกับปัจจัยเสี่ยงของตลาดการเงินต่างประเทศในอนาคต