เวลานี้สังคมไทยกำลังอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในวงการโทรทัศน์จากระบบอนาล็อก มาเป็น ระบบดิจิทัล
หลายประเทศล่วงหน้าประเทศไทยไปไกลหลายก้าวแล้ว อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัลและช่องทีวีมากมาย ทำให้พอทำนายได้ว่า จะเกิดภาวะฟองสบู่จากอุปทานส่วนเกินจำนวนมากในธุรกิจอุตสาหกรรมโทรทัศน์ได้ หากการเติบโตของอุปสงค์อันเป็นผลมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ธุรกิจอุตสาหกรรมโทรทัศน์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนสู่การเป็นเศรษฐกิจแบบดิจิทัล มากขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกับหลายประเทศที่ก้าวหน้ากว่าไทยเคยเผชิญมา พรุ่งนี้ ตลอดทั้งวันจะมีการเสวนากัน เรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจดิจิทัล และ สัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาหลักสูตรเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อผลิตบุคลากรทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถทำงานในระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดงานเสวนาทางวิชาการกันที่ มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก
ธนาคารโลกได้ยกสถานะของประเทศไทยจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับล่าง (Lower middle-income country) เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับบน (Upper middle-income country) การยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจดังกล่าวของธนาคารโลกสะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาว่า เรามีความสำเร็จที่ดีพอสมควร ผมใช้คำว่า “พอสมควร” เพราะในระยะ 50 ปีที่ผ่านมานี้ หลายประเทศที่เป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศกำลังพัฒนาได้ยกระดับตัวเองอย่างก้าวกระโดดสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศร่ำรวย เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และ เรากำลังเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในมาเลเซีย จีน และบางประเทศในละตินอเมริกา เป็นต้น ขณะที่เราได้เห็นประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมายังคงเป็นประเทศด้อยพัฒนาต่อไป หลายประเทศเคยเป็นประเทศที่ร่ำรวยหรือมีรายได้ระดับปานกลางกลับเสื่อมทรุด เวลาเพียง 1 ชั่วอายุคนสามารถปรับเปลี่ยนประเทศได้หากมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและการลงมือปฏิบัติให้ได้ตามเป้าหมาย
ภายใต้โลกาภิวัตน์และเศรษฐกิจดิจิทัล หากเรามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในเรื่องการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเหมาะสม เราจะก้าวข้ามพ้นกับดักการเติบโตและกับดักประเทศรายได้ระดับปานกลางสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ภายในระยะเวลา 15-20 ปี หากเราสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้เฉลี่ยปีละ 5-7% การเติบโตในระดับดังกล่าวจะทำให้คนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 11,750 ดอลลาร์ต่อปี หรือ 376,000 บาทต่อคนต่อปี (คำนวณอัตราแลกเปลี่ยน 32 บาทต่อดอลลาร์) ถือว่าเป็นประเทศร่ำรวยแล้ว
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นไปไม่ได้เลยหากเราไม่สามารถจัดการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและสร้างความมั่นคงให้สถาบันประชาธิปไตยให้ได้ภายในปีสองปีข้างหน้านี้
ย้อนกลับไปในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เรามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ย 6.2% (พ.ศ. 2504-2552) 50 ปีที่ผ่านมาประชาชนไม่ต่ำกว่า 70% หลุดพ้นจากความยากจน ข้อมูลสถิติเหล่านี้ไม่ควรทำให้เราต้องดีใจเป็นพิเศษแต่อย่างใด หากในระยะ 50 ปีที่ผ่านมาประชาธิปไตยมีความมั่นคง มีรัฐบาลที่สามารถและสุจริต ไม่มีรัฐประหารเป็นระยะๆ มีรัฐบาลที่มีคุณภาพดีมีวิสัยทัศน์อยู่ตามวาระอย่างมีเสถียรภาพ เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานถึง 50 ปีในการทำให้ประเทศมาอยู่ ณ จุดปัจจุบัน ในขณะที่ 50 ปีที่ผ่านมา บางประเทศเขาก้าวหน้าไปไกลกว่าเรามากนัก คนยากคนจนก็ไม่ต้องทนรอถึง 50 ปีจึงหลุดพ้นภาวะความยากจน
เศรษฐกิจดิจิทัลจะเป็นประโยชน์กับผู้คนและประเทศที่จัดการกับสภาวะดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม หากไม่มียุทธศาสตร์และจัดการไม่ดีก็สร้างปัญหาเช่นเดียวกัน ย้อนกลับไปในยุคฟองสบู่ดอทคอมในสหรัฐอเมริกา ในบรรดาบริษัทที่มีปัญหาความไม่โปร่งใสในการทำบัญชีและการเงินในยุคนั้น ดูเหมือนว่าบริษัททางด้านไอที เทคโนโลยีสารสนเทศและดอทคอมได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ วิกฤติความเชื่อมั่นที่มีต่ออุตสาหกรรมไอทีและดอทคอมนั้นรุนแรงครับ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับสองของอเมริกาในด้านการให้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศและเป็นยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งทางด้านบริการอินเทอร์เน็ตอย่าง WorldCom มีการซุกซ่อนตัวเลขทางบัญชีสูงถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 160,000 ล้านบาท ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ WorldCom เจ้าของการให้บริการอินเทอร์เน็ตอันดับหนึ่งของโลกอาจจะส่งผลให้การสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตมีการชะงักงันบ้าง วงจรไฟเบอร์ออฟติกอาจจะถูกตัดขาดเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา WorldCom เอาคนงานออกจากงานไม่แล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน เครือข่ายไฟเบอร์ออฟติก 93,000 ไมล์ในหกทวีปของ WorldCom เป็นสื่อสัญญาณที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ทั้ง Voice และ Data
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้นำเราเข้าสู่ยุคสมัยของเศรษฐกิจยุคใหม่เศรษฐกิจดิจิทัลแบบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่อาการเห่อและการสร้างความคาดหวังที่เกินจริงมากเกินไปต่ออนาคตของบริษัทดอทคอม บริษัทไอทีและเศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจบริการ Social Media ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวสูงเกินกว่ามูลค่าปัจจัยพื้นฐานมาก ความคาดหวังอย่างสูงต่อมูลค่าของบริษัทเหล่านี้ในอนาคตทำให้มีการแห่กันเข้ามาลงทุนในธุรกิจเหล่านี้จำนวนมาก หลายคนลาออกจากสถาบันการเงิน ลาออกจากบริษัทในภาคการผลิต มาตั้งบริษัทดอทคอม หลายคนก็ประสบความสำเร็จร่ำรวยในช่วงฟองสบู่ในช่วงที่ดัชนีแนสแด็กอยู่ที่ระดับ 4,000 กว่าในขณะที่สถานการณ์พลิกกลับเมื่อฟองสบู่แตก ดัชนีดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เหล่าบรรดามหาเศรษฐีรุ่นใหม่บาดเจ็บกันทั่วหน้า
เรากำลังยืนอยู่ในช่วงที่สับสนของการปฏิวัติครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ อินเตอร์แอคทีฟมัลติมีเดีย (Interactive Multimedia) และสิ่งที่เราเรียกว่า ทางด่วนข้อมูล (Information superhighway) และอินเทอร์เน็ต ก่อให้เกิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่มีฐานบนเครือข่ายทางปัญญา (Network Intelligence1) ของมนุษย์ ต้องอาศัยคนงานที่มีความรู้สูง (Knowledge Workers) แต่ปรากฏว่า คนงานที่มีความรู้เหล่านี้กำลังถูกปลดออกจากงานมากที่สุด มากกว่าบรรดาคนงานที่ทำงานอยู่ในภาคการผลิตที่เราเรียกว่าเป็น Old Economy.
สื่อรูปแบบใหม่ วิธีการทำธุรกิจและธุรกรรมทางธุรกิจที่อาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของเศรษฐกิจดิจิทัล ข้อมูลผ่านสื่อยุคใหม่ภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัลถูกสร้างขึ้นโดยสามารถแทนด้วยเลข 1 หรือ 0 ซึ่งมาจากพื้นฐานของเลขฐานสอง เลข 1 แทน 1 เลขสองแทนด้วย 10 เลขสามแทนด้วย 11 เป็นต้น ทางด้านคอมพิวเตอร์ ตัวเลข 1 และ 0 ใช้แทนฐานะของการมีและไม่มีสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลจำนวนมหาศาลสามารถเก็บลงในอุปกรณ์ดิจิทัลขนาดเล็กหรือแผ่นดิสก์และสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นข้อมูลที่เป็นภาพ เป็นเสียง เป็นตัวเลข ได้ทันที ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจแบบเก่านั้น ข่าวสารจะต้องอยู่ในรูปที่จับต้องได้และเป็นแบบคลื่น การสื่อสารของภาคธุรกิจและประชาชนทำโดยการเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่จริง เช่น เดินทางไปบรรยายในที่ประชุม รับแลกเปลี่ยนเงินสดและเช็ค ส่งเอกสารให้กับทีมงาน ส่งสัญญาณโทรทัศน์ไปตามบ้าน
เศรษฐกิจแบบใหม่ ข้อมูลข่าวสารจะอยู่ในรูปดิจิทัลเป็นบิท เมื่อข้อมูลข่าวสารกลายเป็นดิจิทัลและสื่อสารผ่านเครือข่ายดิจิทัล ข้อมูลจำนวนมหาศาลสามารถบีบอัดลงในพื้นที่ขนาดเล็กและสามารถส่งได้ด้วยความเร็วแสง เมื่อข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนจากระบบอนาล็อกมาเป็นระบบดิจิทัล หลายสิ่งที่จับต้องได้สามารถกลายมาเป็นสภาวะเสมือนจริงได้ สามารถเปลี่ยนสภาวะทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของผู้คนไปมากทีเดียวเชียว นักเศรษฐศาสตร์อย่างศาสตราจารย์เลสเตอร์ ทรูโรว์ เจ้าของผลงานหนังสือ “The future of Capitalism” ได้ถามบรรดานักธุรกิจชั้นนำของสหรัฐฯที่ฟังคำปราศรัยว่า “ระหว่างจีนกับสหรัฐ คุณคิดว่าประเทศไหนมีคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากกว่ากัน คำตอบคือประเทศจีนไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมต้องจ่ายเงินปีละกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเมื่อสามารถหาคนที่มีความสามารถเท่ากันด้วยเงินเพียง 100 ดอลลาร์ต่อเดือน นักธุรกิจจึงไม่จ้างคนสหรัฐฯเนื่องจากค่าแรงแพงกว่า จ้างชาวจีน ชาวอินเดีย หรือคนทำงานที่ฮ่องกงและสิงคโปร์โดยการทำงานผ่านเครือข่ายไอที”
การทำงานแบบเครือข่ายผ่านทางแป้นคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตของคนเหล่านี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยที่เขาไม่ได้อาศัยในสหรัฐฯ เป็นคนต่างด้าวเสมือนจริง (Virtual Alien) คนเหล่านี้ก็จะทำงานและมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งร่วมกัน แต่ทำงานในสถานที่ต่างกัน ช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา เราเห็นการแพร่กระจายของตลาดเสมือนจริง (Virtual Market) ซึ่งหมายถึงสถานที่ใดก็ได้ที่มีไซเปอร์สเปซและสามารถมีกิจกรรมการซื้อขายกันได้ นอกจากนี้ยังเกิด สำนักงานเสมือนจริง (Virtual Office) มากมาย
ด้วยความคาดหวังอย่างสูงต่อเทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจ จึงทำให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วรุนแรงของอุตสาหกรรมไอทีคอมพิวเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และในที่สุดการร้อนแรงมากจนทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ และในที่สุดฟองสบู่ก็แตก แตกในท่ามกลางราคาหุ้นของบริษัทดอทคอมและบริษัทไอทีที่ปรับตัวลดลงกว่า 50-70% การตกแต่งบัญชีเพื่อแสดงผลกำไรและซ่อนการขาดทุนของเหล่าบรรดาบริษัทในแนสแด็ก ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจแบบดิจิทัล ที่สำคัญสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องติดตามใกล้ชิด และผมเชื่อเหลือเกินว่า มันยังไม่ถึงบทสรุปง่ายๆ และ นี่ก็คือ อนิจจังลักษณะที่เศรษฐกิจในรูปแบบไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถหลีกหนี กฎธรรมชาติอันนี้ไปได้






