ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ จะมาเยือนสี่ประเทศในเอเชียอาทิตย์นี้ และช่วงก่อนสิ้นปี
ก็มีกำหนดการจะไปเยือนจีน พม่า และ ออสเตรเลีย
ที่ต้องเขียนถึงการเดินทางมาเอเชียของโอบามา ก็เพราะว่าในตารางของผู้นำอเมริกันคนนี้ ไม่มีประเทศไทยอยู่ในข่ายที่จะต้องมาเยี่ยมเยือน
อาจจะอ้างว่าเขาเคยมาไทยแล้วเมื่อสองปีก่อน แต่น่าสังเกตว่า โอบามา ไม่ส่งรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน หรือรัฐมนตรีต่างประเทศ จอห์น แคร์รี มาพบปะผู้นำไทย
ส่งแต่ แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายเอเชียแปซิฟิก ที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่มาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยื่นหนังสือถึง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และผู้นำฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความห่วงใยต่อความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ และเรียกร้องให้มีการเจรจาอย่างสันติ ไม่ใช้วิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ หรือวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหา
ปกติ หากว่าผู้นำสหรัฐไม่ไปเยือนประเทศไหนเอง และหากมีความสำคัญพอ ก็จะต้องส่งรองประธานาธิบดี หรือไม่ก็รัฐมนตรีต่างประเทศเพื่อตอกย้ำความเป็นมิตร แต่กรณีของไทย ดูเหมือนว่าจะลดความสำคัญลงไปในระดับรัฐมนตรีช่วยเท่านั้น
ถามว่า โอบามา มาเอเชียครั้งนี้ทำไม?
ตอบได้ง่ายๆ ว่า เพื่อจะยืนยันว่ายังให้ความสำคัญกับเอเชียอยู่ และเพื่อตอกย้ำว่าวิกฤติที่ยูเครน ไม่ได้ทำให้สหรัฐลืมเอเชีย
และไม่ทิ้งนโยบาย “Pivot to Asia” หรือ การวางเอเชียเป็นอันดับต้นๆ ของนโยบายต่างประเทศ เพราะว่าเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่และมีความสำคัญในเชิงนโยบายความมั่นคงและด้านการค้าเสรี
สามปีก่อน โอบามา ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้นคือ ฮิลลารี คลินตัน มาไทยและเอเชีย เพื่อประกาศว่า “America is back” และ กระทรวงกลาโหมสหรัฐก็ประกาศว่าภายในปี ค.ศ. 2020 หรือ อีก 6 ปีข้างหน้า สหรัฐจะโอนย้ายสมรรถภาพทางทหารอากาศและทะเลอย่างน้อย 60% มาอยู่ในเอเชียและแปซิฟิก
เพราะอเมริการู้ว่าเสียเวลาและทรัพยากรมหาศาลไปกับอิรักและอัฟกานิสถาน จนทำให้เห็นความสำคัญของเอเชียน้อยไป ทั้ง ๆ ที่ภูมิภาคนี้ คือที่ที่อเมริกาต้องพึ่งพาเพื่อค้าขายและสร้างพันธมิตรให้กับตนเองได้อย่างมั่นคง
และเป็นอาณาบริเวณที่จีนกำลังสร้างสมอิทธิพลทางการเมือง และความมั่นคง รวมถึงเศรษฐกิจอย่างคึกคัก
ทั้งสี่ประเทศที่ โอบามา จะมาเยือน ล้วนมีปัญหาความขัดแย้ง เรื่องสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกหรือทะเลจีนใต้ทั้งสิ้น
ประเทศที่มีความตึงเครียดกับจีน เฝ้าดูพฤติกรรมของรัสเซียที่ “ผนวก” ไครเมียจากยูเครนหน้าตาเฉย โดยที่สหรัฐและยุโรปตะวันตก ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการออกข่าวต่อต้าน และคว่ำบาตรด้วยมาตรการเศรษฐกิจ พอเป็นพิธี
เพียงแต่ยืนยันว่า รัสเซียจะข้ามเส้นเข้าไปยึดดินแดนของยูเครนเพิ่มไปกว่านี้ไม่ได้อีก
ทั้งสี่ประเทศที่ โอบามา จะเยือนนี้ ต่างก็เหลือบไปดูว่าจีนจะเอาอย่างรัสเซียในกรณีขัดแย้งเรื่องดินแดนกับเพื่อนบ้านหรือไม่
และหากว่าจีนคิดอะไรไปในทิศทางนั้น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย ก็หวังว่าสหรัฐจะเป็นอำนาจที่จะคานไม่ให้ปักกิ่งคิดไกลไปถึงขนาดนั้น
ความบาดหมางของจีนกับญี่ปุ่นเสื่อมทรุดลงอย่างมาก ในช่วงหลังกรณีความขัดแย้งเหนือหมู่เกาะ ที่จีนเรียกเตียวหยู และญี่ปุ่น ประกาศว่า คือ เซนกากุ
ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ก็มีความตึงเครียดเรื่องการอ้างสิทธิเหนือเกาะที่ติดกัน เช่นกัน
ฟิลิปปินส์ มีเรื่องมีราวกับจีนในทะเลจีนใต้ ถึงขั้นที่ต้องไปฟ้องสหประชาชาติ และจีนประกาศว่าใครก็มาเป็นคนกลางไม่ได้
จีน บอก อเมริกา อย่ามาก้าวก่ายเรื่องภายในของเอเชีย จีนจะทะเลาะกับใครข้างๆ บ้าน ไม่ใช่เรื่องของวอชิงตัน แต่รัฐมนตรีต่างประเทศมะกันได้ยืนยันหลายครั้งว่า สหรัฐมีข้อผูกพันกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่จะต้องปกป้องประเทศเหล่านั้น หากว่าถูกคุกคาม
อเมริกา พยายามจะบอกว่า จีนกับประเทศที่มีปัญหากัน ควรจะเจรจาหาทางออกอย่างสันติ ไม่ควรจะต้องมีการใช้กำลังหรือขู่ว่าจะใช้กำลังต่อเพื่อนบ้าน
การมาเยือนเอเชียของ โอบามา จึงเป็นการส่งสัญญาณจากวอชิงตันว่าจะไม่ทิ้งย่านนี้ ไม่ใช่เพราะสหรัฐเป็นคนดีคนรักเพื่อนแถบนี้ แต่เป็นผลประโยชน์ของอเมริกาโดยตรง ที่จะต้องรักษาอิทธิพลของตนในแถบนี้ เพื่อการค้าการลงทุนและความมั่นคงของตัวเอง
จีน เรียกร้องให้มี “ความสัมพันธ์แบบใหม่ระหว่างมหาอำนาจ” ซึ่งมีความหมายในทางปฏิบัติอย่างไร ยังไม่แน่ชัด
ที่ชัดๆ ก็คือว่า หากไทยเรายังไม่สามารถจะแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในของเราได้ ทั้ง อเมริกาและจีน ก็จะมองเราเป็นคนป่วย ที่รอให้ออกจากห้องไอซียู เสียก่อน เขาจึงจะกลับมาคบหาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ตอนนี้...เขาก็บินข้ามหัวเราไปมาไปพลางๆ ก่อน






