ผ่านไปแล้วกับ "โครงการอบรมการสืบสวนพิเศษ" ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ประสานความร่วมมือ
ครั้งสำคัญกับสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ หรือ "เอฟบีไอ" จัดการฝึกอบรมศาสตร์การสืบสวนสอบสวนสมัยใหม่ในการทำคดี "ฆาตกรรมต่อเนื่อง" ให้กับตำรวจไทย เมื่อวันที่ 17-19 เม.ย.ที่ผ่านมา
+++ โครงการนี้เป็นหนึ่งใน "ผลผลิต" ที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ริเริ่ม ปลูกฝัง และผลักดัน ตำรวจรอบตัวเขาให้ "กลับหลังหัน" จากรูปแบบและวิธีคิดที่ตำรวจทำต่อๆ กันจนเคยชินจน กลายมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น
+++ จากความเคลื่อนไหวของ บช.ก.ในครั้งนี้ สะท้อนแง่มุมการทำงานของตำรวจในหลายๆ ด้านที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป
+++ ด้านหนึ่งคือการ "ปรับปรุง" วิธีการ "สืบสวน" และ "สอบสวน" ของตำรวจไทยเพื่อรับมือกับอาชญากรประเภทนี้ที่นับวันจะมีมากขึ้นและก่อเหตุร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ
+++ ไม่ถึงขั้น "ยกเครื่อง" แต่ก็มีหลายวิธีที่ต้อง "รื้อทิ้ง" แล้วเริ่ม "คิดใหม่ทำใหม่" กันเลยทีเดียว โดยเฉพาะการ "ตรวจที่เกิดเหตุ" จุดตั้งต้นที่สำคัญของทุกคดี
+++ แม้ทุกวันนี้จะเข้มงวดกับการปิดล้อมที่เกิดเหตุมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นระบบระเบียบตามมาตรฐาน
+++ เรายังเห็น "ผู้ไม่เกี่ยวข้อง" เดินสุ่มสี่สุ่มห้า หยิบโน่น เขี่ยนี่ โชว์สื่อกันอยู่หลายต่อหลายครั้ง นั่นไม่ต่างจากการทำลายหลักฐานเลย!!!
+++ นอกจากนี้ยังมีวิธีการสอบสวนและสืบสวนอีกหลายประเด็นที่ต้องปรับปรุงเช่นกัน ไม่รู้ว่ายกมากล่าวถึงในเนื้อที่นี้เมื่อไรถึงจะหมด
+++ ยกตัวอย่างที่ตำรวจไทยมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เสมอ นั่นคือการสอบสวน "ผู้ต้องหา"
+++ จะสอบปากคำอย่างไรจึงจะได้ "ข้อเท็จจริง" ที่ไม่ใช่เรื่องเท็จกับเรื่องจริงผสมปนเปกัน ขณะเดียวกันตำรวจเองก็ไม่ถูกครหา...นี่คือประเด็นสำคัญที่ทีมงาน บช.ก.ตั้งใจบรรจุในหลักสูตรการอบรมครั้งนี้
+++ อย่างไรก็ตาม หลังปิดคอร์ส พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พร้อมทีมงานได้จัดทำ "รายงาน" ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นตามขั้นตอนต่างๆ ในการทำคดีอาชญากรรมต่อเด็กที่ต้องปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งแนบข้อเสนอแนะในการทำคดีประเภทนี้ตามคำแนะนำของเอฟบีไอ เสนอต่อผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ได้รับรู้รับทราบ
+++ แง้มแฟ้มดูร่างรายงานก็เหลือบไปเห็นผลการประเมินความคิดเห็นของตำรวจ "เลือดใหม่" 20 นาย ระดับ "ผู้หมวด-ผู้กอง" (ร.ต.ท.-ร.ต.อ.) จากทุกกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคที่เข้ารับการฝึกอบรมครั้งนี้
+++ พวกเขา "ขานรับ" อยากให้มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้แบบนี้อีก และอยากให้ไปจัดตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อปรับเปลี่ยน "แนวคิดการทำงาน" ด้วย
+++ มองเผินๆ ก็คงไม่ต่างจากแบบประเมิน "ความพึงพอใจ" ตามงานสัมมนาทั่วๆ ไปที่นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการฝึกอบรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
+++ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปก็มีแง่มุมที่น่าสนใจซ่อนอยู่ แง่มุมนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่กำลังเกิดขึ้นจาก "ภายใน" วงการตำรวจเอง
+++ แม้จะเป็นความพยายาม "เปลี่ยนแปลง" จาก "ตำรวจผู้ใหญ่" ประกอบกับความคิดเห็นของ "ตำรวจเด็กๆ" กลุ่มหนึ่ง แต่ก็ทั้งสองกลุ่มนี้ก็จุดประกาย "ความหวัง" ว่าอย่างน้อยก็ยังมีตำรวจจำนวนหนึ่งอยากเห็นองค์กรตำรวจเกิดความ "เปลี่ยนแปลง" ไปในทิศทางที่ถูกที่ควร...แล้ววันนี้พวกเขาได้ลงมือทำแล้ว
+++ พลอยให้ทำแนวคิด "ปฏิรูปตำรวจ" เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
+++ เพราะส่วนตัวเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก "ภายใน" องค์กรตำรวจอย่าง "ค่อยเป็นค่อยไป" นั้นจะนำไปสู่ความ "สำเร็จ" ได้มากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ถูกกำหนดขึ้นอย่าง "รีบเร่ง" จากภายนอกองค์กร
+++ สำคัญกว่านั้นคือ "มุมมอง" ของ "บุคลากร" ที่เปิดใจยอมรับความผิดพลาดแล้วพร้อมที่จะแก้ไข ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของตัวเอง จะเป็น "แรงส่ง" ให้การปฏิรูปไปถึง "หลักชัย" ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
+++ เมื่อกล่าวถึงการเสริมสร้างความรู้เพื่อปรับปรุงคุณภาพการทำงานของบุคลากรแล้ว ก็ขอปิดท้ายด้วยการเชิญชวนไปฟังสัมมนาหัวข้อ "สมาน 3 ความต่างอย่างสร้างสรรค์สู่องค์กรนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ" ในวันที่ 15 พ.ค. เวลา 09.00-12.00 น. ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในงานมีวิทยามากความรู้และประสบการณ์หลายท่านมาแนะนำวิธีบริหารจัดการบุคลากรรุ่นเก่า-รุ่นกลาง-รุ่นใหม่ให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น ผู้สนใจสำรองที่นั่ง (ฟรี) ได้ที่ คุณจารุวรรณ คงตระกูล 097-1698989






