ในบทความครั้งก่อน เราได้พิจารณาแล้วถึงองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ AEC กลายเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
โดยการจัดให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการอย่างเสรี และการเปิดให้มีการลงทุนอย่างเสรีระหว่างประเทศสมาชิก ครั้งนี้ก็จะมาพิจารณาในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันนั้นคือ การชำระเงินระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งมีหลายท่านสงสัยว่าแนวทางของ AEC จะเป็นอย่างไร จะมีการพัฒนาให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนใช้เงินสกุลเดียวกันในทำนองเดียวกับสหภาพยุโรปหรือไม่
หากเราพิจารณาแนวทางการพัฒนาการใช้เงินสกุลยูโรในกลุ่มสหภาพยุโรป จะเห็นได้ว่าการจะใช้เงินสกุลเดียวกันได้นั้น ประเทศต่างๆ จะต้องมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน และจะต้องมีการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจไปในทิศทางเดียวกันทั้งการเงินและการคลัง เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราเงินเฟ้อจะต้องอยู่ในกรอบเดียวกัน หรือสัดส่วนระหว่างหนี้สาธารณะและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของแต่ละประเทศจะต้องไม่แตกต่างจนมากเกินไป เป็นต้น ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยดังกล่าวของประเทศในกลุ่ม AEC แล้วจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงทำให้ประเทศสมาชิกเห็นตรงกันว่าการใช้เงินสกุลเดียวกันในกลุ่มน่าจะเป็นไปได้ยาก
ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนให้การชำระเงินระหว่างประเทศเป็นไปได้โดยสะดวก ธนาคารกลางของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศจึงได้มีการหารือและตกลงร่วมกันในแนวคิดการเปิดเสรีภาคการเงิน 4 ด้าน คือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ การบริหารให้บริการทางการเงิน และการพัฒนาตลาดทุนเชื่อมโยงเงินออมกับเงินลงทุน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกฎเกณฑ์ที่กำกับดูแลการเข้าออกของเงินต่างประเทศและเงินบาทคือ พระราชบัญญัติความคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ประกาศที่ออกภายใต้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว รวมถึงมาตรการการป้องปราบการเก็งกำไรค่าเงินบาทซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลดความผันผวนของค่าเงินบาท
ที่ผ่านมากฎเกณฑ์การกำกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนของประเทศไทยขาดความสมดุล โดยการเคลื่อนย้ายเงินทุนขาเข้าสามารถดำเนินการได้อย่างเสรีมากกว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนขาออก ตัวอย่างเช่น การส่งหรือนำเงินตราออกนอกประเทศ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ที่ออกในปี 2547 นั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน เว้นแต่จะเป็นการนำเงินออกตามภาระผูกพันที่มีในต่างประเทศ หรือสามารถนำเงินออกได้ไม่เกินครั้งละ 500,000 บาทสำหรับผู้เดินทางไปประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย หรือ 50,000 บาทสำหรับประเทศอื่นๆ หรือข้อจำกัดในการอนุญาตให้บุคคลธรรมดาลงทุนโดยตรงในกิจการที่ต่างประเทศได้ไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี รวมทั้งข้อจำกัดการลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ซึ่งมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน และจะต้องลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลสำหรับบุคคลรายย่อย ในขณะที่การนำหรือโอนเงินตราต่างประเทศสามารถนำเข้ามาในประเทศไทยสามารถทำได้อย่างไม่จำกัดจำนวน
หลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคของการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนชาวไทยซึ่งจะทำให้เสียเปรียบประเทศสมาชิกอื่นใน AEC ด้วยเหตุนี้ในปี 2555 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้จัดเตรียมแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการอำนวยความสะดวกให้เงินในประเทศไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น และธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ดำเนินการตามแผนแม่บทดังกล่าวโดยการออกประกาศเพื่อผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินหลายฉบับในปี 2556 อาทิเช่น การอนุญาตให้บุคคลธรรมดาลงทุนโดยตรงในกิจการที่ต่างประเทศได้โดยไม่จำกัดจำนวนจากเดิมที่มีการจำกัดวงเงินที่อนุญาตให้ลงทุนได้ต่อปี ทั้งนี้บุคคลดังกล่าวจะต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไป, การเพิ่มวงเงินที่อนุญาตให้นำออกไปประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทยเป็น 2,000,000 บาท และอนุญาตให้ผู้ลงทุนสถาบันและบุคคลรายย่อยลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้ไม่จำกัดวงเงิน โดยบุคคลรายย่อยยังคงต้องลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลเป็นต้น โดยการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นระยะแรก ซึ่งจะต้องรอประมวลผลกระทบที่เกิดขึ้นก่อนจึงจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องในระยะต่อไป
นอกจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนแล้ว ปัจจุบันประเทศสมาชิกยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศสมาชิก โดยมีแนวทางที่สำคัญคือธนาคารพาณิชย์ใดมีคุณสมบัติตามมาตรฐานของธนาคารพาณิชย์อาเซียน (Qualified ASEAN Bank: QAB) จะสามารถประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศสมาชิกอื่นได้ นอกจากนี้ก็ยังมีแนวคิดที่จะจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์อาเซียน (ASEAN Exchanges) ซึ่งในเรื่องนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่ประเทศสมาชิกจะต้องเจรจากันในรายละเอียดต่อไป
พบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ
-----------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่






