วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การวางแผนให้พนักงาน "เกษียณสุข"

ในสมัยก่อน การทำงานด้าน HR จะจำกัดเพียงแต่การดูแลพนักงานในขณะที่เขากำลังทำงานให้กับองค์กรเท่านั้น

เช่น เข้ามามีบทบาทในการช่วยยกระดับความรู้ความสามารถในการทำงาน ปรับปรุงระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน ดูแลสวัสดิการและค่าตอบแทนประเภทต่างๆ กระบวนการโดยปกติจะสิ้นสุดเมื่อพนักงานพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานไปแล้ว

ในความเห็นของผม ขอบเขตการทำงานของ HR ไม่ควรจะจำกัดแต่ขณะที่พนักงานทำงานในองค์กรเท่านั้น แต่ยังควรครอบคลุมไปถึงช่วงเวลาทั้งชีวิตของพนักงานตั้งแต่ก่อนเข้ามาทำงานไปจนถึงหลังพ้นสภาพการเป็นพนักงานไปแล้ว เช่น HR ควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษาในการสนับสนุนให้การพัฒนาทักษะและความรู้ของนักเรียนนักศึกษาสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรต่างๆ ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์กับระบบการศึกษาของประเทศแล้ว ยังส่งผลให้บุคคลภายนอกมีความรู้สึกที่ดีต่อองค์กรและสนใจเข้าร่วมงานด้วย หรือ HR ควรเข้าไปช่วยวางแผนการเกษียณให้กับพนักงานเพื่อช่วยเหลือให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถครองชีพได้โดยสุขสบายหลังจากเกษียณอายุงานไปแล้ว

สำหรับผมนั้นประเด็นเรื่องการวางแผน “เกษียณสุข” ให้กับพนักงานถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญของพนักงานในองค์กรเท่านั้น แต่ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องตระหนักถึงเรื่องการวางแผนเพื่อวัยเกษียณให้มาก ในสภาวะที่วิถีชีวิตแบบสังคมเมืองกำลังขยายตัว อายุเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้น รวมทั้งช่วงเวลาในการใช้ชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานมากขึ้นตามอายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น การขาดความรู้และวินัยในเรื่องการออมการลงทุนกำลังส่งผลให้คนวัยทำงานยุคนี้กำลังจะพบกับชีวิตวัยเกษียณในอนาคตที่ยากลำบาก และส่งผลเสียต่อประเทศในภาพรวมหลายๆ ด้าน นักบริหารด้าน HR ที่ดีในเวลานี้จึงควรเข้าไปดูแลถึงกระเป๋าสตางค์ของพนักงานเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตซึ่งกันและกัน

หลายสถานประกอบการที่ผมได้เห็นในเวลานี้ถือว่ามีการมองการณ์ไกลที่น่าชื่นชมมาก มีการให้ความรู้พนักงานเรื่องการออมและการลงทุนให้งอกเงย มีการทำคลินิกด้านการเงินเพื่อให้คำแนะนำเรื่องการออมและการใช้จ่ายแก่พนักงานโดยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องหมุนเวียนกันมาให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับพนักงานที่สนใจซึ่งปรากฏว่ามีคนต่อคิวกันเข้ารับการปรึกษาแนะแนวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ผลที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือพนักงานมีความตระหนักในเรื่องการออมเพื่ออนาคตมากขึ้น มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ภาระหนี้สินโดยเฉพาะหนี้สินที่เกิดจากอุปสงค์เทียม (ความอยากได้อยากมีของที่เกินความจำเป็นในชีวิต) ลดลง ผลการปฏิบัติงานและบรรยากาศในการทำงานดีขึ้นเพราะพนักงานลดความเครียดจากการครองชีพลง เลิกหมกมุ่นการพนัน การเสี่ยงโชค ไปจนถึงเป็นการป้องกันปัญหาการทุจริตหรือความเสียหายอื่นๆ ได้ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อพนักงานมีความรู้และเตรียมการออมเพื่อการเกษียณเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อถึงวันหนึ่งที่พนักงานพ้นสภาพและต้องอยู่ด้วยตัวเองพนักงานจะสามารถอยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ได้อย่างมีเกียรติ มีความสุข และเป็นผลย้อนกลับมาที่ตัวองค์กรเองในสายตาของสาธารณชนว่าเป็นองค์กรที่ใส่ใจดูแลพนักงานเป็นอย่างดี

ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐหรือในกำกับของรัฐ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการลงทุน สถาบันการเงินหลายแห่งมีความสามารถที่จะให้คำแนะนำหรือสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการวางแผนเกษียณตามที่ผมยกตัวอย่างด้านบน หาก HR และฝ่ายบริหารมีความเห็นพ้องร่วมกันที่จะมีโครงการส่งเสริมการวางแผนการออมและวางแผนเกษียณให้กับพนักงานแล้ว ผมเชื่อว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในโครงการที่มีประโยชน์ที่สุดของทุกๆ ฝ่ายทีเดียว สำหรับหลายองค์กรแล้วนี่อาจเป็นเรื่องใหม่มาก แต่ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่มีคุณค่าน่าทดลองริเริ่มเป็นอย่างมากครับ

แล้วคุณจะรู้ว่า HR ทำอะไรได้มากกว่าที่เราเคยคิดไว้ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงาน เสริมสร้างสภาพสังคมการทำงานที่ดี เพิ่มศักยภาพการทำงานของสถานประกอบการ และที่สำคัญคือเมื่อหลายองค์กรทำเช่นนี้พร้อมกันคุณภาพชีวิตของประชากรและความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

HR ในปัจจุบันหากทำงานเพียงคนเดียวอาจทำได้แค่การ “สร้างคน” เท่านั้น แต่หากร่วมมือทำไปพร้อมๆ กันแล้วยังสามารถ “สร้างชาติ” ได้ด้วยครับ