โศกนาฏกรรมเรือ Sewol จม พิสูจน์เศรษฐกิจดี ไม่ได้ยกระดับสังคมเสมอไป

โศกนาฏกรรมเรือ Sewol จม พิสูจน์เศรษฐกิจดี ไม่ได้ยกระดับสังคมเสมอไป

โศกนาฏกรรมเรือเฟอร์รีข้ามฟากเกาหลีใต้ ที่เป็นข่าวไปทั่วโลก มาหลังเหตุการณ์เที่ยวบินปริศนา MH370

ของมาเลเซียประมาณ 40 วัน แต่ในแง่ความสนใจของชาวโลก เหตุการณ์หลังสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ติดตามข่าวสารไม่แพ้กัน

กรณีอุบัติเหตุเรือล่มเกาหลีใต้ ดูจะเกิดกระแสความเห็นว่า ด้วยความเป็นประเทศของเกาหลีใต้มากกว่ามาเลเซีย ในเหตุการณ์เครื่องบินหายด้วยซ้ำ เพราะมีเด็กมัธยมติดอยู่ในเรือลำนี้เกือบ 300 ชีวิต

ยิ่งมีข่าวว่าที่ต้องสูญเสียมากมายครั้งนี้ ก็เพราะเด็กนักเรียนเกาหลีใต้มักจะ “ว่านอนสอนง่าย” เมื่อกัปตันและเจ้าหน้าที่บนเรือเฟอร์รี่ Sewol ประกาศให้ทุกคนอยู่ในห้อง อย่าออกมาข้างนอก เด็กนักเรียนเหล่านั้นก็ทำตามทั้ง ๆ ที่หลังจากมีคำประกาศนั้นแล้ว ก็ไม่มีปฏิบัติการช่วยอพยพเด็กออกจากเรือแต่อย่างไร แต่ก็ยังทำตามคำสั่งให้อยู่ในห้องซึ่งมีออกซิเจนจำกัดและค่อย ๆ ลดปริมาณลงจนอยู่ในขั้นอันตราย

ที่สร้างความโศกสลดมากกว่านั้นคือ ความไม่รับผิดชอบของกัปตันเรือที่หนีเอาตัวรอด ไม่อยู่บนเรือเพื่อสั่งการช่วยเหลือผู้โดยสารทั้งหมด 475 คน (เป็นนักเรียนมัธยมเกือบ 300 คน) และความไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงของแผนฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นกัปตันเรือเองหรือการส่งความช่วยเหลือจากฝั่งของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

ท่านเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำไทย คุณจอน แจ มัน (Jeon Jaeman) บอกผมระหว่างกิจกรรม Thailand: Pray for South Korea ที่เราจัดที่ Nation Downtown Studio@Siam Discovery ว่ากัปตันคนนี้คงจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก เพราะไม่ได้แสดงความรับผิดชอบในหน้าที่เพียงพอ

“เหตุการณ์นี้ทำให้สังคมเกาหลีใต้วิพากษ์วิจารณ์ตัวเองอย่างหนัก เพราะเราได้ชื่อว่าก้าวหน้าพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น มีรายได้ประชากรต่อหัวอันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีของเราก็น่าประทับใจ แต่เราต้องถามตัวเองว่าประเทศที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจขนาดนี้ ทำไมจึงไม่สามารถจะช่วยเหลือนักเรียนหลายร้อยคนบนเรือข้ามฟากธรรมดาได้? เรากลายเป็นประเทศที่มีปัญหาด้านสังคมอย่างร้ายแรงใช่หรือไม่?”

รัฐบาลเกาหลีใต้ของประธานาธิบดี ปาร์คคุนเฮ ถูกวิจารณ์จากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างหนักว่า ไร้ประสิทธิภาพในการช่วยชีวิตผู้โดยสารทั้ง ๆ ที่เรือลำนี้ค่อย ๆ เอียงและจมลงไปในน้ำ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดฉับพลันจนไม่มีเวลาตั้งตัว

สาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุครั้งนี้ยังไม่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่สงสัยว่าเรือขนาด 6,325 ตันลำนี้ “เสียศูนย์” และเมื่อพยายามจะหักหัวเลี้ยวอย่างกระทันหัน ก็เกิดการเอียงจนค่อย ๆ จมลง และกว่าจะจมก็ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

แปลว่าหากการปฏิบัติกู้เรือในยามฉุกเฉิน เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น ก็ไม่ควรที่จะเกิดเรื่องร้ายแรงถึงขนาดนี้

จุดที่เกิดเหตุนั้นเป็นบริเวณที่ปกติแล้ว เรือที่วิ่งระหว่าง Incheon กับเกาะ Jejudo ปรับเปลี่ยนทิศทางเป็นปกติ

และตอนเกิดเรื่องนั้น กัปตันเองไม่ได้เป็นคนขับและไม่อยู่ในห้องปฏิบัติการด้วยซ้ำ หากแต่ให้เจ้าหน้าที่มือใหม่ประสบการณ์เพียงหนึ่งปีเป็นคนรับผิดชอบ

เป็นการสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่บนเรือไม่ได้ทำตามคู่มือฉุกเฉิน และคงจะไม่มีการฝึกซ้อมให้เกิดความชำนาญเพื่อรับสถานการณ์เรือจม

น่าเป็นข้อสังเกตว่าในกรณีเที่ยวบิน MH370 นั้นไม่ว่ามนุษย์จะเก่งกาจสามารถ สร้างเทคโนโลยีทันสมัยเพียงใด ถึงวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่ายังไม่เก่งพอเพราะเครื่องบิน Boeing 777 ลำเบ้อเร่อและคนบนนั้น 239 ชีวิตยัง “หายไปอย่างไร้ร่องรอย” กว่า 40 วันแล้ว

และประเทศที่ได้ชื่อว่าสร้างชาติด้วยเทคโนโลยีที่ไม่แพ้ใครอย่างเกาหลีใต้นั้น เพียงแค่มาตรการป้องกันอุบัติเหตุพื้นฐาน ของเรือข้ามฟากก็ยังปฏิบัติไม่ได้ เกิดความสูญเสียที่ร้ายแรงระดับโลกเช่นนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อจริง ๆ