สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์แห่งการลุ้นระทึกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะขยายเวลาให้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการส่งคำชี้แจงกรณี
กรณีลงนามในคำสั่งย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรีจากเก้าอี้เลขาธิการ สมช.เมื่อปี 2554 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่าเป็นการย้ายโดยมิชอบหรือไม่
เป็นการขอขยายเวลาชี้แจงในคำร้องของคณะ ส.ว.ที่นำโดยคุณไพบูลย์ นิติตะวันที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าสถานภาพการเป็นนายกรัฐมนตรีของคุณยิ่งลักษณ์ต้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เพราะกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 182(7) หรือไม่ ว
การขยายหรือไม่ขยายเวลา จะเป็นตัวกำหนดกรอบเวลาทางการเมืองในช่วงที่เชื่อกันว่ากำลังเข้าสู่โหมด“แตกหัก”
ท่าทีของคนในพรรคเพื่อไทย หรืออาจจะรวมถึงคุณทักษิณ ชินวัตรด้วย ชัดเจนว่าพวกเขาเชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์จะถูกศาลวินิจฉัยให้พ้นสภาพการเป็นนายกฯแน่ และจะต้องมีปัญหาการตีความเรื่อง“ครม.รักษาการ”ตามมา ซึ่งหากตีความกฎหมายตามนัยที่อาจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ นิด้า ได้แจกแจงในบทความที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ก็ต้องถือว่าการปฏิบัติหน้าที่“รักษาการ”ของทั้งนายกฯและครม.มีโอกาสสูงที่จะต้องสิ้นสุดลง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำวินิจฉัยของ“องค์กรอิสระ”ก่อความหวั่นไหวให้กับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ (เรียกรวมๆ ว่า “ระบอบทักษิณ”) ค่อนข้างมาก แม้ปากจะพร่ำโจมตีองค์กรเหล่านั้น พร้อมเรียกร้องหาความเป็นธรรม แต่ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า พฤติกรรม“ไม่ยอมรับอำนาจศาล”เป็นพฤติกรรมที่คนไทยรับไม่ได้ ลองย้อนดูผลสำรวจโพลล์ทุกครั้งก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน
หลายคนเรียกปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ตามทฤษฎีที่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมีนิยามเอาไว้ว่าเป็น“ทฤษฎีมะม่วงหล่น”ซึ่งคนใน“ระบอบทักษิณ”ค่อนข้างหนักใจในการต่อสู้ เพราะต้องยอมรับว่าการสร้างกระแสตอบโต้คำพิพากษาของศาลปกติที่ไม่ได้ตั้งขึ้นหลังการปฏิวัติ ทำได้ยากกว่าการสร้างกระแสตอบโต้การปฏิวัติรัฐประหารที่ทำได้ง่ายๆ ด้วยสโลแกน“ต่อต้านเผด็จการ”
การอธิบายว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เป็นธรรม ก็อาจถูกสวนกลับว่ามีหลายคดีที่ฝ่ายรัฐบาลชนะ เช่น พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งกฎหมายผ่านไปเป็นปีๆ แล้วแต่ก็ยังไม่เห็นมีโครงการใดคืบหน้า
ขณะที่คำวินิจฉัยของ กกต.ก็มีบางคดีที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลได้เปรียบอยู่ เช่น การแจกใบเหลือง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรผู้ว่าฯกทม. เป็นต้น
ส่วนในศาลยุติธรรม เมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งยกคำร้องถอนประกัน 2 แกนนำ นปช. ขณะที่คดีเกี่ยวกับการจาบจ้วงก้าวล่วงละเมิดสถาบันเบื้องสูง กระบวนการยุติธรรมลำดับต้นอย่างตำรวจ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการติดตามจับกุมผู้ต้องหา ไม่ว่าจะเป็นโกตี๋หรือตั้ง อาชีวะ
นี่อาจเป็นการบ้านข้อใหญ่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพลพรรคว่าจะต่อกรอย่างไร เพราะสุดท้ายถึงขั้นต้องกลืนน้ำลายตัวเองที่เคยก่นด่าคนอื่นเอาไว้ แล้วหันมาสนับสนุนให้ใช้มาตรา 7 กันเลยทีเดียว
อันที่จริงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญตามมาตรา 7 เขียนเอาไว้สั้นๆ เพียงว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
มาตรา 7 มีการเสนอใช้มาหลายครั้ง และเป็นฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งคนเสื้อแดงเองที่ด่าว่า ค่อนแคะ ถากถางผู้ที่เสนอมาทุกครั้ง แล้วพอวันนี้ฝ่ายตัวเองขอใช้บ้าง จะว่ากันอย่างไร
ครั้งก่อนๆ ที่เคยเสนอกันมา คือ สถานการณ์การเมืองเข้าขั้นสุญญากาศ ก็ยังดูสมเหตุสมผล แต่นี่จะไปขอพระบรมราชวินิจฉัยว่า ครม.จะขอรักษาการต่อไป ทั้งๆ ที่มีกลไกของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว...ก็ดูแปลกดี
บทสรุปที่พอมองเห็นจากกรณีมาตรา 7 ก็คือ ฝ่ายคุณทักษิณทำได้ทุกอย่างเพื่อครองความได้เปรียบทางการเมืองเอาไว้ โดยไม่เคยยึดหลักการใดๆ อย่างแท้จริง นอกจาก“ไม้หลักปักขี้เลน”ที่โอนเอนไปตามแรงเหวี่ยงแห่งการแย่งยึดอำนาจอันเชี่ยวกราก
สรุปก็คือคุณไม่ได้รักษาประชาธิปไตย แต่รักษาอำนาจ
สรุปก็คือคุณไม่ได้รักษาระบบเลือกตั้ง แต่กอดเก้าอี้ ไม่ยอมเสียสละ
สรุปก็คือคุณไม่ได้รักษาบ้านเมือง แต่เลือกรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
และสรุปสุดท้ายคือคุณไม่ได้รักความเป็นธรรม เพียงแต่ใช้วาทกรรมยุติธรรมมาหาประโยชน์!






