ความร้อนแรงของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ น่าจะมีเหตุผลมาจากเงินร้อนต่างชาติ เริ่มไหลเข้าสู่ไทยอีกระลอกหนึ่ง
นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมจนถึงเมษายน มีการเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะพุ่งเป้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างที่ต้องจับตามองใกล้ชิด เนื่องจากดัชนีพุ่งขึ้น 14.88% หรือกว่า 180 จุดทะลุแตะระดับ 1,413 จากต้นปี 2014 ซึ่งอยู่ที่ 1,230 ขณะเม็ดเงินไหลเข้าเป็นการซื้อสุทธิมากถึง 3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ระดับการขายสุทธิเงินที่ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศช่วง 2 เดือนเศษตั้งแต่มกราคมถึงมีนาคมราว 4.3 หมื่นล้านบาทนั้นมียอดขายสุทธิต่างชาติลดลงเหลือ 1.3 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน ดังนั้นบรรยากาศการลงทุนจึงดึงดูดให้นักลงทุนรายย่อยตื่นตัว มีความกล้าที่จะกลับเข้าเสี่ยงลงทุนอีกครั้ง
ภาพของการลงทุนในตลาดหุ้นจึงเริ่มแตกต่างจากกลางปีก่อน หลังจากที่เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2013 เพราะคำพูดของนายเบน เบอร์นันกี้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่เปิดทางลงจากตำแหน่งด้วยการลดวงเงินคิวอีเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์จาก 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์เหลือ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในขณะนี้ ทำให้ปีที่แล้วมีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยเกือบ 2 แสนล้านบาท และดัชนีร่วงลง 6% อย่างไรก็ตามเงินร้อนที่เคยเข้ามาดันให้ดัชนีหุ้นพุ่งใกล้แตะ 1,600 ในเดือนเมษายนปีก่อน กำลังย้อนศรกลับมาสร้างปรากฏการณ์รอบใหม่ในปีนี้อีกโดยที่การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยกำลังสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง
ท่ามกลางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่เสื่อมถอยลงในช่วง 3-4 เดือนแรกปีนี้ ประกอบการลดลงใกล้ 0% ของการลงทุนจากภาคเอกชน และการใช้จ่ายของภาครัฐบาลที่หดตัว รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงยืดเยื้อที่กระทบต่อรายได้การท่องเที่ยวไทยหดหายไปถึง 8.1% กำลังส่งผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้เศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวสูงขึ้นถึง 4% ถูกปรับประมาณการที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 3% และ 2.7% ล่าสุด ซึ่งหากว่าปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อและเรื้อรังแล้ว จะกระตุกให้เศรษฐกิจไทยชะลอการเติบโตลงมาที่ระดับ 1.1% ตามการคาดการณ์ของบริษัทหลักทรัพย์ภัทร เมอร์ริลลินช์ หรืออาจจะไม่เติบโตเลย จนถึงอัตราติดลบตามคำทำนายของดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงก่อนหน้านี้
การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม และอาจทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจกลับมากระเตื้องขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปี แต่ถ้าผลลัพธ์การเมืองไม่เป็นไปอย่างที่คิด เศรษฐกิจในภาพรวมอาจจะปักหัวลงอีก ความหวังจากส่งออกก็ไม่อาจจะชดเชยความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะเงินร้อนที่เข้ามารอบนี้กำลังส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 2.72% มาอยู่ที่ 32.17 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยอยู่ระดับ 33.07 บาทเมื่อตอนต้นปี อาจจะซ้ำรอยเดิมในปีที่แล้วทำให้เงินบาทแข็งค่าช่วงสั้น อาจจะกระทบต่อรายได้ของการส่งออก เพราะความไม่ชัดเจนในทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐจะขยับขึ้นเร็วหรือช้า
แม้ล่าสุดนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดมีท่าทีว่า การทำคิวอีอาจจะไม่ปิดฉากลงอย่างง่ายดาย หากยังต้องทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่องเพื่อช่วยอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับ 6.7% ลดต่ำลงก่อน ซึ่งท่าทีต่างๆ ดังกล่าวล้วนแต่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของเงินทุนผันผวนมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแอลงมากกว่าที่คิดจากภาพสะท้อนของสินเชื่อจากธนาคารใหญ่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 อย่างธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์ มีการปล่อยสินเชื่อที่ไม่เติบโตจนถึงติดลบในไตรมาสแรก ไม่ใช่เรื่องปกติเลย เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทุกๆ 1% จะส่งให้สินเชื่อลดลง 1.5% ในที่สุด






