คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. บอกว่าจะเชิญพรรคการเมืองทั้งหมด 70 พรรคมาร่วมปรึกษาหารือกัน
วันที่ 22 เมษายนนี้ เรื่องการจัดการเลือกตั้งรอบใหม่หลังจากที่ กกต.ได้พบปะกับฝ่ายความมั่นคงแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนในหัวข้อเดียวกัน
มีข้อเสนอว่าควรจะมีการถ่ายทอดสดการประชุมครั้งนี้ เพื่อประชาชนทั่วประเทศจะได้รับรู้ว่า การแลกเปลี่ยนความเห็นครั้งนี้ ใครมีจุดยืนอะไรอยู่ตรงไหน
แต่ดูเหมือน กกต.จะบอกว่าท่านไม่มีอำนาจจะไปสั่งให้โทรทัศน์ช่องไหนถ่ายทอดสดการประชุมได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่ว่าการปรึกษาหารือของพรรคการเมืองทั่วประเทศครั้งนี้ ควรจะเป็นเรื่องที่สาธารณชนได้รับรู้พร้อม ๆ กันทั้งประเทศ
แต่การประชุมของ กกต. กับผู้นำเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ผ่านมา ไม่ได้มีการมาเล่าแจ้งแถลงไขให้ชัดเจนว่า มีการให้เหตุผลอย่างไร
มีแต่การสรุปจาก กกต. ว่าในวงสนทนาวันนั้นมีความเห็นว่าเวลา 45 ถึง 60 วันสำหรับการจัดการเลือกตั้งรอบใหม่ หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นโมฆะนั้น “ไม่น่าจะทำได้”
แต่ไม่มีใครเปิดเผยให้ประชาชนคนไทยได้รับทราบว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้มีข้อสรุปเช่นนั้น และไม่มีคำตอบต่อคำถามที่ต้องเกิดขึ้นตามมาว่าแล้วจะจัดให้มีการเลือกตั้งในช่วงเวลาไหน ฝ่ายความมั่นคงจึงจะคิดว่า “น่าจะทำได้”
เหตุผลข้อเดียวที่ปรากฏต่อสาธารณชนก็คือ การเลือกตั้งควรจะจัดขึ้นเมื่อมีการตกลงกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หมายความว่าให้บ้านเมือง “สงบ” เสียก่อนแล้วจึงเลือกตั้ง
แต่ประเทศจะ “สงบ” ได้ก็ต่อเมื่อคู่กรณีของความขัดแย้ง ต้องตกลงกันในกติกาที่เป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย
และที่ตกลงกันได้ทั้งสองฝ่ายนั้น จะต้องเป็นที่ยอมรับของคนไทยส่วนใหญ่ด้วย ว่าสอดคล้องกับผลประโยชน์และความต้องการของประชาชน
ซึ่งก็ต้องแปลว่าจะต้องสอดคล้องกับเสียงเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูป” ประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งรวมถึงการแก้ไขปรับปรุงกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วย
เรื่องของเรื่องจึงไม่ใช่แค่ว่ารัฐบาลรักษาการของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ กปปส. ที่มีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำนั้น จะเจรจาหาทางออกร่วมกันได้หรือไม่ แต่จะต้องเข้าใจด้วยว่าคนไทยที่ไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจจะเห็นด้วยกับบางประเด็นของรัฐบาลและอีกบางประเทศของ กปปส. เขาต้องการให้การเมืองเดินหน้าไปอย่างไร
เรื่องมาตรา 3 มาตรา 7 ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ขณะนี้เป็นเรื่อง “ศรีธนญชัย” มากกว่าการหาทางออกเพื่อบ้านเมือง เพราะอ่านให้ลึกแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็กำลังจะพยายามใช้มาตราบางมาตราของรัฐธรรมนูญ ให้ตนได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
ในกรณีที่ฝ่ายตนเกิดเพลี่ยงพล้ำด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ฝ่ายตนก็จะอ้างรัฐธรรมนูญมาตราหนึ่งมาตราใด เพื่อให้ตนสามารถรักษาอำนาจหรือช่วงชิงอำนาจมาอยู่ฝ่ายตน
มาจ๊ะเอ๋กันที่มาตรา 7 ก็ไม่ได้ตีความต่างกันมากนัก แต่ประเด็นจริง ๆ อยู่ที่ว่า “นายกฯ” ที่จะมาบริหารรัฐบาลในช่วงก่อนเลือกตั้ง หากศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช. มีมติไปในทางที่อาจทำให้คุณยิ่งลักษณ์ หลุดจากตำแหน่งนั้น เป็นคนของใครต่างหากเล่า
ดังนั้น ก็อย่าได้คาดหวังอะไรมากกับการประชุม 70 พรรคการเมืองในวันที่ 22 เมษายนนี้ เพราะ “คู่กรณี” มาไม่ครบ และแม้พรรคประชาธิปัตย์จะมาพบกับพรรคเพื่อไทย พร้อมกับอีก 68 พรรค ก็คงจะยังมีการสงวนท่าทีกันอยู่ในที่แจ้ง
พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญประการหนึ่งคือ เป็นตัวแทนของประชาชนในการแสวงหาทางออกให้กับประเทศชาติ มิใช่เพียงแค่หวังจะชนะเลือกตั้งให้ได้ที่นั่งมามากที่สุดเท่านั้น จึงจะต้องแสดงวิสัยทัศน์และเสนอทางออกให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนว่า จะแก้ไขความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและลุ่มลึกได้อย่างไร
การที่ฝ่ายหนึ่งยืนยันต้องเลือกตั้งก่อน และอีกฝ่ายหนึ่งประกาศต้องปฏิรูปก่อนแล้วจึงเลือกตั้งนั้น จริง ๆ ไม่ได้มีความแตกต่างทางด้านเป้าหมาย เพราะทุกคนต้องการให้มีการเลือกตั้ง ทุกคนอ้างประชาธิปไตย แต่วิธีที่จะให้การเลือกตั้งสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนจริง ๆ และให้ประชาชนทุกภาคส่วนต้องการจะมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง นั่นคือโจทย์สำคัญที่ต้องหาคำตอบให้ได้
ไม่ว่า “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” จะมีอยู่จริงหรือไม่ การที่พรรคการเมืองทั้งหลายจะป้องกันไม่ให้มีการแสวงหาทางออก “นอกเหนือรัฐธรรมนูญ” ก็จะต้องเคารพในกติกาของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ นั่นคือจะต้องร่วมกันหาหนทางที่นำไปสู่การเลือกตั้ง ที่สามารถประสานความต้องการของคนในชาติได้ และไม่ดันทุรังจะให้อีกฝ่ายหนึ่งรับเงื่อนไขสุดขั้วของตนเอง
เพราะหากฝ่ายต่างๆ ในความขัดแย้งยืนกระต่ายขาเดียวตามเงื่อนไขของตนเท่านั้น ไม่ยอมปรับท่าทีในรายละเอียดเพื่อให้ภาพใหญ่เดินไปข้างหน้าได้ ก็เท่ากับเป็นการเชื้อเชิญหรือยั่วยุให้เกิดสูตร “นอกรัฐธรรมนูญ” ที่ตนไม่ต้องการนั่นแหละ
ผมขอยืนยันว่าคู่กรณีในความขัดแย้งนั้น ไม่ได้เห็นต่างในหลักการใหญ่อะไรมากมาย แต่ที่ยังไม่ยอมหาทางออกร่วมกัน ก็เพราะต้องการยึดกุมอำนาจ ไม่ยอมแบ่งปันไม่ยอมลดราวาศอกในเรื่องของกิเลสแห่งอำนาจเท่านั้นเอง
การยืนยันในเงื่อนไขของตนถ่ายเดียว โดยไม่มองหาทางออกร่วมกัน เขาไม่เรียกว่า “เจรจา” เขาเรียกว่า “ยื่นคำขาด”
และการ “ยื่นคำขาด” มีแต่จะผลักดันให้ประเทศเข้าสู่ทางตัน
และนักการเมืองที่รู้จักแต่ทำให้การเมืองเข้าสู่ทางตัน ไม่ใช่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแน่นอน






