เที่ยงวันของวันที่ 2 เม.ย.57 เกิดเหตุสลดในสังคมไทยอีกครั้ง กับกรณีคนงานร้านรับซื้อของเก่าชื่อ "แบนด์ รีไซเคิล"
ย่านถนนลาดปลาเค้า อาจหาญใช้แก๊สตัดเหล็ก "ลูกระเบิด" สมัยสงครามโลกครั้ง 2
เสียงตูมดังสนั่น!! พร้อมกับพราก 7 ชีวิตทันที ส่วนอีก 19 รายได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ อานุภาพของระเบิดที่มีน้ำหนักถึง 500 ปอนด์ ยังส่งผลให้บ้านเรือนในระยะเกือบครึ่งกิโลเมตรพังยับ กว่า 100 หลัง
นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกที่เกิดจากความประมาทหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในร้านรับซื้อของเก่าที่มีอยู่เกลื่อนเมือง
ย้อนกลับไปในปี 2543 พื้นที่พระประแดง จ.สมุทรปราการ เคยสร้างปรากฏการณ์ตื่นตัวมาแล้วรอบหนึ่ง เมื่อซาเล้ง 3 ชีวิต คือนายจิตรเสน จันทรสาขา นายบุญถึง ศิลา และนายสนธยา สระปทุม ต้องเสียชีวิตจากรังสีโคบอลต์-60 และอีก 10 ชีวิต ตกเป็นเหยื่อรังสีโคบอลต์-60 เมื่อพวกเขาแอบขโมยแท่งโคบอลต์มาจากโกดังของเอกชนรายหนึ่ง เพียงเพื่อหวังจะนำมาตัดแท่งตะกั่วบรรจุรังสีมรณะ แยกชิ้นส่วนออกมาขาย
เมื่อวิเคราะห์ถึงความคล้ายคลึงกันของ 2 เหตุการณ์ จะเห็นได้ว่าทั้งตัวซาเล้ง หรือคนเก็บของเก่ามาขาย และตัวเจ้าของร้านรับซื้อของเก่าเอง โดยสัญชาติญาณ คงปฏิเสธยากว่าพวกเขาเหล่านี้ก็คงรับรู้ถึงภัยอันตรายที่แฝงจากแท่งเหล็ก และลูกระเบิดนี้เป็นอย่างดี แต่เพราะด้วยความอยากได้ จนยอมแลกกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่กลายเป็นความโลภ และสุดท้ายก็ต้องเสียชีวิต
เช่นเดียวกับหน่วยงานกำกับ ดูแลตรวจสอบร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง 3 ฉบับ กล่าวคือ พ.ร.บ.ควบคุมการขายและขายทอดตลาดและค้าของเก่า พ.ศ. 2474 ที่มีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานในการออกใบอนุญาต นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมด้วย พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากกิจการเหล่านี้เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดของเสีย มลพิษที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งจะสอดรับกับ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เพราะเข้าข่ายของกิจกรรมที่นำของเก่าจากโรงงานมาไว้ในร้านรับซื้อของเก่า
แน่นอนว่ากระบวนการ และกลไกในการควบคุมรับซื้อของเก่า ที่ต้องมีใบอนุญาตเป็นใบเบิกทางนี้เอง ทำให้ปัจจุบันจากการสำรวจของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จึงปรากฏร้านรับซื้อของเก่าที่มีใบอนุญาตเพียง 10,200 ราย มากสุดกระจุกตัวใน กทม.และปริมณฑลราว 3,600 แห่ง ภาคเหนือและภาคใต้พื้นที่ละ 1,600 แห่ง ภาคอีสาน 1,836 แห่ง ส่วนภาคใต้ราว 800 แห่ง ส่วนที่ตั้งตามข้างบ้าน ในซอยรกร้าง ที่เข้าข่ายเป็นร้านรับซื้อของเก่าเถื่อนมีอีกหลายพันแห่งทั่วประเทศ
ขณะที่นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เคยทำโครงการร้านรับซื้อของเก่าสีเขียว เพื่อหวังให้ผู้ประกอบการร้านค้า ตัวลูกจ้างมีความเข้าใจทั้งในแง่ของความปลอดภัย กฎหมาย และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของร้านไม่ให้เกิดมลพิษ
"เราพบว่าในช่วงปี 2552-2556 มีร้านรับซื้อของเก่าเข้าร่วมเพียง 2,180 แห่ง แต่มีร้านที่ผ่านการประเมินเพียง 38% หรือเพียง 789 ร้านที่ผ่าน ส่วน ที่เหลืออีก 1,285 ร้านยังไม่ผ่านเกณฑ์" วิเชียร บอก
กระนั้นก็ตาม ในแง่ของความเป็นจริง กระบวนการซาเล้ง และร้านรับซื้อของเก่า ถือเป็นห่วงโซ่สำคัญในการกระบวนการคัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล นำกลับมาใช้ใหม่ แต่ "ช่องโหว่" ทั้งในเรื่องการควบคุม การติดตาม ตรวจสอบร้านเหล่านี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะ "รายการสินค้า" อาจถึงเวลาที่ต้องกำหนดให้ชัดเจน และเพิ่มบทลงโทษกับคนซื้อคนขาย เช่น การนำระเบิด ฝาท่อ หรือแม้แต่สายไฟฟ้าแรงสูงมาใช้
ไม่เช่นนั้นร้านรับซื้อของเก่า คงไม่ต่างกับ "ระเบิดเวลา" ที่รอวันสลักหลุด ...





