วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความคิดคำนึง แบบไทยๆ

ภาพนี้หลายคนคงเคยเห็นมาก่อนหน้านี้หลายปีมาแล้ว พอถึงสงกรานต์ปีนี้ก็มีคนเอามาขึ้นในเฟซบุ๊ค เตือนความจำกันอีก

ผมเห็นว่าเป็นภาพคลาสสิกมากๆ เพราะสะท้อนถึง “ความเป็นประเทศไทย” ที่หลายคนเห็นว่าดี และอีกหลายคนอาจจะเห็นว่าไม่ดี

ที่ว่าเป็นภาพ “ดี” และ “น่ารัก” ก็คงเป็นเพราะคนที่ดูภาพนี้แล้วเกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยนั้นเป็นคนอะลุ่มอล่วย แม้จะมีคำประกาศชัดเจนขึ้นป้ายว่า “งดเล่นแป้งวันวันสงกรานต์ ผู้ใดฝ่าฝืนอาจมีความผิด” แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้สนใจกับข้อห้ามนั้น มิหนำซ้ำก็ยังเล่นแป้งกับตำรวจเสียเอง

ตำรวจไทยแทนที่จะโกรธ หรือจับคนที่ฝ่าฝืนคำสั่ง กลับยิ้มแย้ม ยืนให้ถ่ายรูปกับป้ายนั้น เสมือนจะแยกความหมายของ “ผู้รักษากฎหมาย” จากการเป็น “ประชาชนคนไทย” ที่ร่วมบรรยากาศสงกรานต์ด้วยเลย

คนที่เห็นด้วยบอกว่านี่แหละความน่ารักของเมืองไทย ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ และแม้จะมีกฎมีเกณฑ์ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำตาม แล้วแต่ว่าคนรักษากฎหมายเขาจะเอาจริงหรือไม่

แต่อีกหลายคนเห็นภาพนี้แล้วเห็นว่า มันสะท้อนถึงความไร้ระเบียบของประเทศ ตอกย้ำถึงความล้มเหลวของสังคมไทยอย่างยิ่ง

อาจถึงขั้นที่มีคนวิเคราะห์ว่าที่ประเทศชาติวุ่นวายสับสนและเจอกับวิกฤติการเมืองอย่างนี้ ก็เพราะการทำอะไรแบบไทยๆ อย่างนี้แหละ

“แบบไทยๆ” ที่ว่านี้คือไม่มีใครสนใจกฎกติกา ป้ายติดประกาศห้ามเล่นแป้ง ก็เหมือนการออกกฎหมายมากมายหลายเรื่องเช่นป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน หรือการกระทำผิดทำนองคลองธรรม หรือการใช้อำนาจการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกตน

ที่ติดป้ายก็เพราะเป็นสิ่งที่กฎหมายบอกว่าต้องติด แต่ในทางปฏิบัติไม่มีใครเอาจริงเอาจังกับมัน เพราะโดยมาตรฐานทั่วไปนั้น คนที่ต้องทำตามกฎหมายเหล่านั้น ก็ไม่สนใจจะต้องเดินตามกฎและระเบียบอยู่แล้ว

อีกทั้งเมื่อจับได้คาหนังคาเขาว่า คนรักษากฎหมายไม่จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย และคนบังคับใช้กฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องทำตามคำประกาศของทางการ จึงทำให้สภาพบ้านเมืองเป็นอย่างที่เห็นอยู่

นั่นคือใครใคร่ทำตามกฎก็ทำไป, ใครไม่ทำก็ไม่ต้องทำ และไม่มีใครถือว่าเป็นความผิดใหญ่โตอะไร

เผลอๆ ใครที่เคร่งครัดต่อหลักการและมุ่งมั่นจะสร้างมาตรฐาน เรื่องการทำตามกฎกติกาจะกลายเป็น “คนนอกคอก” เพราะคนส่วนหนึ่งเชื่อว่าการเป็นคนไทยจะต้องเออออห่อหมกตามกระแสในขณะนั้นๆ หรือไม่ก็เหลือบไปดูว่าคนมีอำนาจ คนในเครื่องแบบ และคนมีเงินมีทองเขากำลังทำอะไรอยู่ แล้วทำตามแบบนั้นก็จะเอาตัวรอดไปได้โดยไม่ถูกใครเขาหมั่นไส้หรือเลิกคบหา

ผมยอมรับว่าเห็นรูปนี้ครั้งแรกก็รู้สึกขำ แต่พอผ่านไปสักสองสามนาทีก็เริ่มจะเห็น “สัจธรรม” ว่าภาพนี้สะท้อนถึง “ด้านมืด” ของประเทศมากกว่า “ด้านบวก” เพราะเท่ากับยืนยันว่าไม่มีใครเอาจริงกับความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และเมื่อเกิดความเสียหายแล้วก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไร

เหมือนอะไรๆ ที่กำลังเกิดในบ้านเมืองวันนี้ อย่างไรอย่างนั้น