เสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนหรือหลังการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ผมมองว่าประเทศของเราวันนี้รอไม่ได้แล้ว
สำหรับการเดินหน้าสู่การปฏิรูปในทุกด้าน แวดวงสถาบันการศึกษาและหน่วยงานความมั่นคงหลายหน่วยงานที่ได้มีโอกาสเข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลซึ่งกันและกันทำให้ได้พบเห็นสิ่งที่จะต้องได้รับการเร่งแก้ไขฟื้นฟูอย่างมากมาย
ประเทศอินเดียในฐานะประเทศประชาธิปไตยที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลก ต้องเลือกตั้งกันแรมเดือนและใช้เวลานับคะแนนร่วมๆ ห้าสัปดาห์ ถือว่าขวากหนามของเขามากกว่าเราหลายเท่า ทั้งคนต่างเชื้อชาติภาษาที่นับไปนับมาอาจร่วมพันภาษาถิ่นที่ใช้กระจายกันอยู่ในทุกพื้นที่ของอินเดีย
สิ่งที่อยากเห็นความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมืองในบ้านเราให้ได้เหมือนของอารยประเทศ คือ “การได้คนดี มีความรู้ความสามารถ ผ่านระบบตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง” เข้าสูตรที่เราท่องกันมาช้านานว่า “พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค” เพราะนิยามคำว่า “พรรคการเมืองในบ้านเรา” ค่อนข้างต่างกับประเทศที่เขาได้รับการพัฒนาปฏิรูปประชาธิปไตยระบบตัวแทนไปไกลโข เพราะกลไกการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองของเรายังค่อนข้างง่าย จำได้ว่า เคยไปดูพรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในระยะเวลาหนึ่ง พบว่าเป็นบ้านพักส่วนตัวบ้าง เป็นห้องแถวบ้าง คงต้องรบกวนท่าน อาจารย์ สมชัย ศรีสุทธิยากร ในฐานะ กกต. ที่ท่านมีมุกตลกโพสต์ภาพท่านถือไม้ตะบองในเรื่องพระอภัยมณี ต้องให้ท่านช่วย “ฟาดฟันหรือไล่ทุบพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มีเจตนารมณ์ที่ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้มากยิ่งขึ้น” และต้องหาทางกำหนดมาตรการต่างๆ ที่รัดกุมไม่เป็นอุปสรรคต่อคนดีหรือคนมีความตั้งใจจริงจะเข้ามาทำงานการเมือง
เมื่อพิจารณาถึงการปฏิรูปการเมืองในแนวทางของพรรคการเมืองอย่างที่ควรจะเป็น ผมเห็นในต่างประเทศไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกาหรือในอังกฤษ นิสิตนักศึกษาเขาสังกัดพรรคการเมืองได้ และพรรคการเมืองล้วนแล้วแต่เป็นสนามฝึกงานการเมืองให้กับผู้สนใจที่จะเข้ามาเป็น “นักการเมืองอาชีพ” ในอนาคต อย่างเพื่อนที่สนิทกันในอังกฤษ เขาพูดกับผมตรงๆ สมัยเรียนหนังสือด้วยกันว่า เขาสังกัดพรรค “อนุรักษนิยม (conservative)” แล้วเขาก็สาธยายเล่าความคิดเห็นและความมุ่งมั่นทางการเมือง (political platform) ของเขาให้ได้รับฟัง เหมือนคล้ายๆ พวกผู้แทนบ้านเราเวลาปราศรัยหาเสียงเช่นนั้นทีเดียว
ระบบการฝึกงานของนักศึกษาในรัฐสภาสหรัฐอเมริกาถือเป็นตัวอย่างที่ดี ผมไม่เห็นด้วยกับการให้งบประมาณ ส.ส. แล้วให้ ส.ส. คัดเลือกคนมาทำงานซึ่งส่วนหนึ่งเป็นคนใกล้ชิดบางทีลูกหลานหรือกระทั่งภรรยาก็ได้เห็นกัน เราเข้าใจว่าการทำงานการเมืองหรืองานใดก็ตาม หากได้คนไว้วางใจได้เป็นงานก็จะทำให้คนจ้างสบายใจ จึงยังเปิดโอกาสให้ ส.ส. หรือ กระทั่ง ส.ว. สามารถคัดเลือกคนของตนเองได้ส่วนหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งสมควรจะต้องมีระบบคุณธรรม (merit system) ให้คนที่มีคุณลักษณะและมีเจตจำนงจะเข้ามาทำงานการเมืองได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในโควตาหรือสัดส่วนที่เหมาะสม เพราะอดีตผู้นำของสหรัฐหรือกระทั่งอังกฤษเองหลายต่อหลายคน ก่อนมาดำรงตำแหน่งสำคัญ พวกเขาล้วนแต่ผ่านกระบวนการคัดเลือกกลั่นกรองอย่างโชกโชนและได้ผ่านงานตั้งแต่เดินเท้าเคาะประตูบ้านหาเสียง ติดป้ายประกาศ โทรศัพท์แนะนำตัวผู้สมัครและอื่นๆ มาแล้ว
ที่สำคัญระบบการบริหารจัดการภายในพรรคการเมือง จะต้องมีรูปแบบซึ่งโปร่งใสตรวจสอบได้ ทั้งเงินบริจาค ทั้งระบบสรรหาผู้สมัคร เราจะรู้ในทันทีที่เข้าเว็บไซต์ของ กกต. หรือ ของพรรคการเมืองเองว่า ใครเป็นผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่ๆ ของพรรคการเมืองพรรคดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ผมยังอยากให้ทาง สำนักงาน กพ. หรือ หน่วยงานบริหารงานบุคคลภาครัฐทั้งระบบลองทบทวนพิจารณาดูว่า “ข้าราชการ” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ประสบการณ์ช่ำชองและมีความเจนงานในด้านต่างๆ ซึ่งเรามีกำลังคนในพลเรือน ตำรวจและกองทัพอยู่นับล้านคน ทำไมจึงไม่ให้โอกาสคนเหล่านี้ให้เขาได้มีทางเลือกในการทำงานให้แผ่นดินที่เปิดกว้างมากขึ้น แน่นอนว่า วินัยของความเป็นข้าราชการยังถือว่า ข้าราชการไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่หากเขาประสงค์จะลงสมัครหรือคิดจะเป็นผู้แทนราษฎรเราน่าจะให้เขาได้รับสิทธิเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป และเปิดรับเขากลับมาได้หากพ้นวาระหรือไม่ได้รับเลือกตั้ง ตรงนี้หากทำได้ผมเชื่อว่า “ตัวเลือก คนดี” ที่ประชาชนคนไทยจะได้รับเพิ่มเติมจะมีอีกมากมาย






