เมื่อ 9 เมษา น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการ ป.ป.ช.
แทนนายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ต้องพ้นวาระตามรัฐธรรมนูญ ม. 247 เนื่องจากอายุครบ 70 ปี ด้วยคะแนนเสียง 2 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จะได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ต่อประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการต่อไป
ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง
น.ส.สุภา ปิยะจิตติ คือ สุภาพสตรีผู้ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ได้เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ วุฒิสภา ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีการทุจริตทุกขั้นตอน จนกระทั่งเธอถูกปลัดกระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและในที่สุดถูกสั่งย้าย ออกจากการดูแลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่เธอเป็นประธานอนุกรรมการอยู่
นับว่าตั้งแต่ก่อนมวลมหาประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้านความฉ้อฉลของรัฐบาล โดยเฉพาะในโครงการจำนำข้าว น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ได้ทำหน้าที่ “ผู้เป่านกหวีด” (whistle blower) เตือนภัยบอกกับสังคมล่วงหน้าแล้ว ด้วยจิตสำนึกของข้าราชการต้องดูแลรักษาประโยชน์ของชาติและประชาชน (แบบเดียวกับสุภาพสตรีทางการเงินการคลังของสหรัฐฯหลายคนที่ได้ “เป่านกหวีด” ก่อนจะเกิดวิกฤติการเงิน บริษัทเอนรอนล้มละลาย เมื่อ ปี 2544) เห็นได้จากในระหว่างที่ถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ น.ส.สุภา ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่รู้สึกอะไรที่ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยเพราะเป็นการทำตามหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าเมื่อครั้งเข้าไปให้ข้อมูลกับ กมธ. เศรษฐกิจ วุฒิสภา ได้พูดไปว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดการทุจริตทุกขั้นตอน เพราะมีหน่วยงานเกี่ยวข้องถึง 10 หน่วยงาน เช่น ในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การทำประชาคม ฯ เป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติชี้แจงไปนั้น มีเอกสารรายงานที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฯได้จัดทำขึ้นและได้ส่งให้นายกฯรับทราบไปตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา (พ.ศ.2555)
เท่ากับว่า นายกรัฐมนตรีฯ ตลอดจนรัฐบาล นอกจากไม่ได้สนใจ เอกสารรายงาน “เสียงนกหวีด” ตั้งแต่ ปี 2555 ของผู้ปฏิบัติงานใต้บังคับบัญชาน.ส.สุภา ปิยะจิตติ คนนี้เลย ยังปล่อยให้ น.ส.สุภา ถูกย้ายออกจากการดูแลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่เป็นประธานอนุกรรมการอยู่ด้วยอีก
น่าเสียดายไหมล่ะ เพราะการที่นายกรัฐมนตรีฯ ไม่สนใจ “เสียงนกหวีด” ครั้งนี้ จึงมีผลมาเป็นความเดือดร้อนแสนสาหัส โครงการจำนำข้าว เป็นหนี้ชาวนาอยู่แสนกว่าล้านบาท และมีตัวเลขขาดทุนอีก 4-5 แสนล้านบาทภายในเวลา 2-3 ปีของโครงการฯ จนทำให้นายกรักษาการ กำลังจะต้องถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางใดทางหนึ่งในเรื่องนี้อยู่ในขณะนี้
อีก 1 หญิง ที่ขอแสดงความยินดีด้วย แม้จะยังถูก กกต. แขวนอยู่ เพราะยังต้องตรวจสอบเรื่องมีผู้ร้องเรียนมาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง คือ ว่าที่ ส.ว. กรุงเทพฯ คนใหม่ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ชนะด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นขาดลอย คุณหญิงฯเมื่อเป็นผู้ตรวจเงินแผ่นดิน มีผลงานโดดเด่นด้านปราบปรามคอร์รัปชันในรัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ประจักษ์ว่าเสียงที่ชาวกทม.ออกมาเทให้กับคุณหญิงจารุวรรณ ก็เพราะชื่นชมผลงานในอดีตและตั้งความหวังว่า คุณหญิงฯ จะได้ทำงานอื่นๆ ต่อไป ในฐานะ ส.ว. และโดยเฉพาะการปราบปรามคอร์รัปชัน อย่างไม่เห็นแก่หน้าใครหรือองค์กรใดทั้งสิ้น
สุดท้าย หนึ่งหญิงที่ต้องขอแสดงความเสียใจและอาลัยอย่างยิ่ง คือ การสูญเสียผู้นำสตรีชุมชน น.ส.อารีย์ อ้อยหอม วัย 53 ปี ประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสตรีเมืองพะเยา ผู้แขวนคอเสียชีวิตเมื่อ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ บ้านต๊ำ อ.เมือง จ.พะเยา
กว่าจะมีผู้นำชุมชนสตรีที่เก่งๆ แต่ละคนไม่ใช่เรื่องง่าย น.ส.อารีย์ เกิดและเติบโตพัฒนาศักยภาพมาด้วยลำแข้งของตนเองที่บ้านต๊ำ มีผลงานโดดเด่น มานาน เป็นผู้นำระดับประธานกรรมการตำบล อำเภอและจังหวัดในหลายด้าน เช่น กองทุนสุขภาพ อาสาสมัครชุมชน และการค้ามนุษย์ เคยได้รับเลือกตั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีบ้านต๊ำ นับเป็นนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของจังหวัดพะเยา ก่อนจะมารับทำงานเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสตรีเมืองพะเยาและประสานงานร่วมกับเครือข่ายแม่ญิงพะเยา
ผู้เขียนได้เคยพบและสังเกตการทำงานเมื่อ น.ส.อารีย์ เป็นประธานกองทุนพัฒนาสตรีฯ ณ ที่หอประชุม เทศบาลบ้านต๊ำ เมื่อเดือนเมษายน ปีที่ผ่านมา เห็นว่าเธอตั้งใจทำงาน ด้วยเห็นแก่ประโยชน์ที่ผู้หญิงในระดับตำบลจะได้เข้าถึงกองทุนเงินกู้ขนาดเล็กได้บ้าง
การสูญเสีย น.ส.อารีย์ อ้อยหอม ไป โดยที่เธอทำงานช่วยเหลือชุมชนอยู่และสามารถเข้าถึงองค์กรต่างๆ และเพื่อนพ้องได้ เช่นนี้ น่าตกใจและน่าเสียดายอย่างยิ่ง จะด้วยสาเหตุสุขภาพส่วนตัว หรือ ความเครียดจากหน้าที่การงาน หรือทั้งสองอย่าง ก็ตาม
จนถึงวันนี้ ยังไม่มีผู้มาทำหน้าที่ประธานกองทุนสตรีฯ แทน น.ส.อารีย์ อ้อยหอม สอบถามหลายคน ก็ดูจะอ้ำๆ อึ้งๆ กันอยู่
กองทุนเงินกู้ขนาดเล็ก (micro credits) เป็นงานมีประโยชน์ น่าจะมีการปฏิรูปให้เป็นแผนงานระดับชาติที่ประชาชนทั่วไปรายได้ต่ำสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ไม่จำกัดเฉพาะสตรี และให้มีอยู่ในทุกกระทรวงทบวงกรม เพราะทุกกระทรวงทบวงกรมทำงานเกี่ยวกับประชากรสตรีด้วยเช่นกัน ไม่ควรจำกัดอยู่แต่ในกรมการพัฒนาชุมชน
หากเกรงว่า สตรีจะถูกกีดกันออกไปในกระบวนการให้ทุน จะมีกองทุนเฉพาะสตรีรวมอยู่ด้วยแบบรวมเข้าไว้ (inclusive) ในทุกกระทรวง ก็ได้ แต่ไม่ใช่แยกกองทุนสตรีออกไปต่างหาก (exclusive) คือ อยู่ในกรมการพัฒนาชุมชน เพียงกรมเดียวอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้






