เชื่อว่าวันนี้สังคม คงจะมุ่งเน้นไปที่หาทางออกวิกฤติทางการเมืองของประเทศ ว่าจะสามารถเลือกตั้งได้หรือไม่
หรือช่วงระหว่างเลือกตั้งประเทศต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อออกจากวิกฤติซึ่งก็ถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในยามนี้ แต่โจทย์ที่ท้าทายและใหญ่กว่าหลายเท่าและอาจจะเป็น”ราก”ของปัญหาในวันนี้คือปัญหา คอร์รัปชัน ที่ต้องเตือนสติ ย้ำกันอย่างต่อเนื่องว่าคนไทย ทั้งหลายอย่าลืมที่จะกระตุ้น รณรงค์ ต่อต้านปัญหาของคนทั้งชาติ เพราะหากยังชะล่าใจ หย่อนยานในการต่อต้านแล้ว ต่อให้เราได้ผู้นำ พรรคการเมืองที่ดีเข้ามาบริหารประเทศ ก็ยากที่จะพัฒนานำประเทศไปข้างหน้าได้ ที่สำคัญเรื่องใหญ่อย่างปัญหาคอร์รัปชันมิอาจจัดการแก้ไขได้ด้วยคนใดคนหนึ่ง แต่คือการรวมพลังของคนทั้งชาติ และมีระบบโครงสร้างที่เอื้อต่อการแก้ปัญหา ถามว่าตอนนี้กฎหมายเรามีมากพอหรือยัง ต้องบอกว่าทันสมัยมากพอ แค่ทำอย่างไรเกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และสังคมรังเกียจคนคอร์รัปชัน มิใช่นับถือกันอยู่เช่นปัจจุบัน
เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ ได้จัดเสวนาที่น่าสนใจและเห็นพ้องตรงกันว่า สังคมไทยตื่นตัวและมีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันที่กระจัดกระจายจำนวนมาก แต่ยังขาดการนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและยังไม่มีการนำเอาข้อมูลเชิงประจักษ์ไปใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันวงเสวนาจึง เสนอควรมีศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลของทุกฝ่าย และมีการพัฒนาดัชนีฐานข้อมูล สถิติของการคอร์รัปชันที่เจาะลึกโดยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกปี ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ พร้อมกันนั้น เห็นว่าโมเดลเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ปัญหา
วงเสวนาเห็นว่าระบุข้อมูลคืออาวุธที่จะต้านและลดคอร์รัปชันได้ในระยะยาว จึงมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลดัชนีและสถิติเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มองว่า ปัจจุบันจะเห็นว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอยู่มากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดทำระบบข้อมูลต้องดูวัตถุประสงค์ของการนำข้อมูลไปใช้ อาทิ ในเชิงสาธารณะ ในเชิงนโยบาย และในเชิงวิชาการ แม้ว่าสังคมไทยจะมีความซับซ้อน แต่หากมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากศูนย์กลางที่มีการรวบรวมฐานข้อมูลของหน่วยงานแต่ละภาคส่วน จะทำให้สามารถจัดระบบข้อมูลและสถิติของแต่ละหน่วยงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น และหากมีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องทุกปีก็จะสามารถทราบถึงการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มของการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิเคราะห์ข้อมูลหรือการนำมาอ้างอิงในเชิงวิชาการ และขับเคลื่อนการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันได้ในฝั่งของตลาดทุน ซึ่งมีปัญหาอยู่พอสมควร
ในมุมมองของ โสภาวดี เลิศมนัสชัย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เห็นว่า เราต้องสร้างดัชนีที่ไปไกลกว่าแค่ความคิดเห็น เป็นดัชนีที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นโดยข้อมูลที่จะใส่ลงไปเพิ่มเติมเพื่อทำให้เห็นในเชิงเจาะลึกมากขึ้น ซึ่งดัชนีตอนนี้คิดว่ามีเพียงพอและชี้ให้เห็นความรุนแรงของคอร์รัปชันระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่ต้องทำเพิ่มเติมคือการทำให้เห็นในเชิงเจาะลึกในรายสาขาธุรกิจมากขึ้น สิ่งที่ควรทำเพิ่มเติมสำหรับการเก็บข้อมูลของไทยคือ ข้อมูลในเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลข โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆที่รัฐบาลเป็นผู้อนุมัติ ยกตัวอย่างเช่น โครงการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งน่าจะมีข้อมูลที่เทียบเคียงเพื่อดูความแตกต่างได้จากประสบการณ์ของต่างประเทศ จะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น
มีการเปิดเผยจาก ดร.มานะ นิมิตมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) ว่า ผลการสำรวจไม่เป็นทางการหากสามารถสะท้อนความรุนแรงของปัญหาการคอร์รัปชันได้ เช่น ผู้รับเหมาในเมืองไทย 40% เกี่ยวข้องกับนักการเมือง หรือกรณีข้าราชการซึ่งมีการสำรวจว่ามีข้าราชการสีดำที่มีเป้าหมายในการแสวงหาผลประโยชน์จากการทุจริตคอร์รัปชัน 30% มีข้าราชการที่ดี 20% และข้าราชการสีเทาหรือที่เรียกว่า “กินตามน้ำ” 50% ข้อมูลนี้สะท้อนว่าข้าราชการส่วนใหญ่คือครึ่งหนึ่งที่เป็นข้าราชการสีเทา ๆ นั้นเข้าสู่กระบวนการทุจริตเพราะจำเป็นหรือเมื่อมีโอกาส ไม่ได้โกงเป็น ดังนั้นการมีฐานหรือศูนย์ข้อมูลที่ชัดเจน จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพื่อเป็นฐานความรู้ให้ประชาชนได้เห็นภัยอันตราย เตือนสติ แล้วลุกขึ้นมาต่อสู้ ต่อต้านกับภัยร้ายครั้งนี้ที่สำคัญการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพก็ยังเป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะยุทธศาสตร์”จับปลาตัวใหญ่”แสดงให้เห็นเชิงประจักษ์ว่ารัฐเอาจริงเอาจังกับปัญหาคอร์รัปชัน ไม่ละเว้นแม้ว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตในสังคมก็ตาม






