ช่วงวันหยุดยาวนี้ ได้เวลาลาทีปีเก่า พร้อมก้าวเข้าสู่ปีใหม่ เป็นเวลาที่ใครต่อใครควรได้พักผ่อน ได้นอนตื่นสาย ได้สนุกให้หายเหนื่อย
ได้ใช้เวลากับครอบครัวหลังจากมัวแต่หมกมุ่นกับงาน หรืออยู่ห่างบ้านเป็นอาจินต์
ดิฉันและพรรคพวกวิทยากรได้เวลาสังสรรค์เฮฮาเช่นกัน แต่ไม่นานการหารือก็วนเข้าเล่าสู่กันฟังเรื่องการพัฒนาคนและการเรียนรู้
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ อยากเล่าต่อให้ท่านผู้อ่านฟังยามว่างห่างงานช่วงสงกรานต์ปีใหม่ เอาให้เข้าฤดูกาลดีๆ คือ วิธีสร้างความสุข
พวกดิฉันเหล่าอาจารย์และคุณครู ต่างตรึกตรองดูไปมา แล้วเริ่มแปลกใจว่ายามที่เรายังเป็นนักเรียนเขียนอ่านในโรงเรียนหรือรั้วมหาวิทยาลัย เขาชอบให้เราเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษศาสตร์ รัฐศาสตร์ แพทยศาสตร์ ฯลฯ
สารพัดศาสตร์ ที่หวังจะให้เราปราดเปรื่อง ในเรื่องที่สำคัญมากบ้าง น้อยบ้าง ใกล้ตัวบ้าง ห่างตัวอย่างไกล ก็มีให้เรียน
แต่ในเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ไฉนกลับหาไม่เจอ หรือเขาเผลอลืมสอนเราเป็นเรื่องเป็นราว ว่าทำอย่างไรให้มีทักษะในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
คงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สังคมเรามีแต่คนอมทุกข์กระมัง แม้นั่งเรียนนั่งท่องจนเป็นนักเรียนเหรียญทอง หรือเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้งานดี แต่ก็มิได้การันตีว่าพี่รู้วิธีที่จะครองตนครองใจให้มีความสุข
เราเหล่าครูจึงรวมตัวกันว่า เราจะแสวงหาและส่งต่อความสุขให้ทั้งซึมลึกและแผ่ขยาย ยังไม่น่าจะสายไป เริ่มกับใครๆไม่ได้ ก็ต้องเริ่มเพิ่มที่ตัวเรา
ดังนั้น ช่วงวันหยุดนี้ น่าจะเป็นเวลาดีๆ ที่จะลงทุนลงแรงน้อยนิด เพื่อจิตที่ผ่องใส ใครอยากลองเริ่มด้วยแนวทางง่ายๆ ลองใช้ดูค่ะ
วิธีการนี้ คือ บันทึกว่าวันนี้มีอะไรดีๆ เกิดกับเราบ้าง
ปัญหา คือ ยามใดที่เราเจอเรื่องร้ายๆ เจ้านายต่อว่า นาฬิกาหาย รู้ว่ากิ๊กที่คิดว่าเป็นชายกลายเป็นเพศพิเศษฯลฯ
คนส่วนใหญ่จะกระหน่ำทุ่มใช้เวลาและสมองไตร่ตรอง ทั้งจด ทั้งจ้อง มองเหตุร้ายซ้ำๆ ย้ำๆ คิด จนจิตตก ยกไม่ขึ้น
เจอใครๆ ก็ไล่รื้อฟื้น ยืนเล่า นั่งเล่า นอนเล่า พูดถึงเรื่องเศร้าทีไรก็ใจฟีบฝ่อ โกรธต่อ เกลียดเพิ่ม ช่างขยันเติมคอร์ติซอล เจ้าฮอร์โมนเครียดจนปริ่ม พร่องเมื่อใดก็เร่งสร้างใหม่ให้ล้นปรี่ ทั้งฮอร์โมนนี้ส่งผลให้ไขมันพี่พอกพุง ทั้งหมกมุ่นจนความดันพุ่ง ความสุขดิ่ง
อาจารย์ Martin Seligman เป็นหนึ่งในนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องสูงสุดของยุคปัจจุบัน เคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมจิตแพทย์ของสหรัฐฯ ทั้งยังเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดเรื่องศาสตร์นี้ ท่านเขียนตำรา และหนังสือดังนับไม่ถ้วน ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์สอนวิชาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยดัง University of Pennsylvania สหรัฐอเมริกา
ท่านมีข้อแนะนำง่ายๆ ข้างต้น เป็นวิธีที่อาจารย์ให้คนลองทำ เพื่อจะนำมาซึ่งน้ำทิพย์ใสเอาไว้ชโลมใจทุกๆ วัน
วิธีการ คือ ก่อนนอนทุกคืน กันเวลาสัก 10 นาที เพื่อไล่เรียงและจดไว้ว่า ตลอดวันที่ผ่านมา เกิดอะไรดีๆ กับเราบ้างนะ เช่น
-สามีจำได้ว่าเราชอบชาเขียวปั่น แล้วก็อุตส่าห์เลี้ยวรถเข้าห้างเพื่อซื้อของโปรดให้
-เราได้ใช้เวลาสบายๆ ตอนเย็นเอาเจ้าหลง (ที่มีชื่อเป็นทางการว่า “ชาอู่หลง” จะได้ไม่มีปมด้อยว่าหลงมา เป็นหมาไม่มีเจ้าของ) ไปเดินเล่นในสนามหมู่บ้าน เจ้าหลงดีใจตัวสั่นจนคนจูงกลั้นยิ้มไม่อยู่
-วันนี้แอบให้ทิปป้าทำความสะอาดห้องน้ำ เขาจะได้ไปซื้อขนมไว้ฝากหลาน ก่อนนั่งรถทัวร์กลับบ้านวันสงกรานต์
-ลูกสาวคลอดหลานคนแรกของตายาย ทั้งสมบูรณ์และแข็งแรง โตขึ้นจะเก่งเหมือนใครนะ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ หรือเหมือนไม่ใช่เรื่องในสายตาใคร ไม่ใช่ประเด็น หากเราเห็นและสัมผัสได้ว่าเรื่องนี้นำมาซึ่งความสุข ให้จดไว้เลย
คิดให้ได้วันละ 3 ข้อ
จากนั้นคิดต่อ และจดเพิ่มว่า สิ่งดีๆ ที่ทำให้เรามีความสุข เกิดขึ้นได้เพราะอะไร
-สามีแวะซื้อชาเขียวปั่น เพราะเขาบางทีก็น่ารักเหมือนกัน หรือเพราะเราอ้อนเขา หรือเพราะเขาก็ทำเป็นประจำ (บางทีเราก็ลืมดีใจ) ฯลฯ
-พาเจ้าหมาชาอู่หลงไปเดินเล่นได้ เพราะเราไม่เถลไถล ไม่เฉไฉออกนอกทาง รีบกลับบ้าน เลยมีเวลาให้ชีวิตน้อยๆ ที่คอยชะเง้อหาว่า เมื่อไหร่จะพาผมไปเที่ยว หรือเพราะเรารักสัตว์ จัดว่ามีความโอบอ้อมอารี บางทีก็ลืมว่าเรามีอะไรดีๆ อยู่มากหลายในตัว ฯลฯ
-ให้ทิปป้า เพราะว่าเราเป็นคนจิตใจดี หรือเพราะเราแอบได้ยินเขาบ่นถึงหลานว่าไม่ได้เจอนานจริงๆ หรือเพราะเรามีบุญ มีเงิน อยากทิปใคร ก็ให้ได้ ฯลฯ
-ได้หลานคนแรก เพราะเราอดทนอดออมเลี้ยงดูลูกอย่างใกล้ชิด จนเขามีครอบครัวที่ดี มีความมั่นคง หรือเพราะลูกเราเป็นคนยุคใหม่ ใส่ใจดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เป็นคนท้องที่สุขภาพเป็นเลิศ เด็กเลยเกิดมาโชคดี ฯลฯ
แนวทางนี้ อาจารย์ Seligman เจ้าของทฤษฎี Positive Psychology หรือจิตวิทยาในการมองบวก ชี้ว่าเป็นวิธีง่ายๆ ที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นพยานยืนยันว่า
หากเรามองหา จะมองเห็นสิ่งดีๆ มากมายที่รายล้อมเรา
หากเราคอยจับจ้องมองหาของเน่า ของเศร้า ของเสียในชีวิต
ใช่เลย ท่านตอบไม่ผิด มองหา ย่อมมองเห็นเช่นกัน
คิดถึงเรื่องที่มีความสุข เรื่องที่ทำให้เรายิ้ม เหมือนหยดน้ำ ทั้งเย็น ทั้งหวาน ทั้งใส พรมใส่ใจ ให้ชุ่มฉ่ำ จนไม่มีที่ให้น้ำครำอยู่
นอกจากนั้น อาจารย์ยังให้เราระบุด้วยว่า ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เราจะได้ซึมซับจับทางถูก หากอยากปลูกต้นสุข ก็ลุกขึ้นมาทำแบบนั้นบ่อยๆ ได้ ไม่มีใครห้าม
อาจารย์ Seligman สอนว่าการสั่งสมนิสัยให้มองโลกในแง่ดี ให้มีมุมบวกในชีวิต ไม่เหมือนการลดน้ำหนัก ที่สำหรับมนุษย์ธรรมดาสามัญแบบเธอแบบฉัน มันช่างแสนยาก เริ่มลำบาก แถมทำต่อเนื่องยอดยากยิ่ง
เพราะในเชิงจิตวิทยา การเรียนรู้และฝึกที่จะมองโลกในแง่ดี มีวิธีเริ่ม ทั้งเมื่อได้ลองทำ ไม่ต้องซ้ำนาน ก็ติดได้ง่าย แล้วความสุขความสบายใจก็จะไหลรินมา เพราะเขาเกิดจากใจ ไม่ต้องแสวงหาจากไหน
ใครอยากได้ ลองทำดูสักสัปดาห์
จะได้พากันหน้าใสใจสุขรับปีใหม่ ความสุขหาได้ง่ายกว่าที่คิดค่ะ






