วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับสัญญาณวิกฤติหลังสงกรานต์

นาทีนี้ยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่า ปัญหาการเมืองไทยจะยุติลงเมื่อไร อย่างไร ยิ่งสถานการณ์ชุมนุม

แสดงพลังมวลชนของทั้ง 2 ฝ่ายร้อนฉ่าด้วยประกาศแนวทางต่อสู้ขั้นแตกหัก สร้างความกังวลใจให้กับชาวไทยไม่น้อย พร้อมๆ กับความวิตกของชาวต่างชาติที่จับตามองประเทศไทยอยู่ทั่วโลก

ขณะที่สถานการณ์ไตรมาสแรกวิกฤติการเมืองส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรยากาศจับจ่ายใช้สอยซบเซา ฉุดยอดขายสินค้าและบริการแขนงต่างๆ ชะลอตัว บางธุรกิจถึงขั้น "ติดลบ" เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ ค้าปลีก ท่องเที่ยว สูญโอกาสทางธุรกิจมหาศาล

แม้กระทั่งเทศกาลสงกรานต์ปกติจะคึกคัก มีการจับจ่ายไม่น้อย โดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยว ปีนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า มูลค่าการใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปี เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว และการชุมนุมทางการเมือง ทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น คาดเม็ดเงินสะพัด 1.16 แสนล้านบาท เติบโต 2.36%

ทั้งยังมองต่อไปด้วยว่า หากสถานการณ์การเมืองหลังเดือนเมษายนยังไม่คลี่คลาย แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้มีความเป็นไปสูงที่จะอยู่ในระดับ 0% แต่หากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ช่วงครึ่งปีหลัง มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวภายใต้กรอบ 3% ตามที่หอการค้าไทยคาดการณ์

รายงานเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีไทยในปีนี้ ที่ระดับ 2.5% ต่ำสุดในบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ปีหน้าคาดจีดีพีไทยขยายตัว 3.8% โดยระบุว่าแนวโน้มระยะใกล้ในไทยยังคงอึมครึมเพราะปัญหาการเมือง ก่อให้เกิดปัญหาทางงบประมาณ การลงทุนภาครัฐล่าช้า กระทบภาคเอกชน และผู้บริโภคเป็นลูกโซ่ สั่นคลอนสถานะประเทศไทยไม่น้อยท่ามกลาง "ขาขึ้น" ของเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีเศรษฐกิจเป็นบวกและปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไม่เทียบเท่าไทย

จะเห็นว่า ทั้งองค์กรเศรษฐกิจของไทยและต่างชาติล้วนคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ ปีหน้า แม้กระทั่งปีต่อไป มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ "ภาวะการเมือง" ที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่สภาวการณ์ในช่วงนี้ หากปล่อยให้สุญญากาศทางการเมืองดำเนินไปนานแค่ไหน ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยย่ำแย่ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้นเป็นแรงส่งต่อปีหน้า

ภายใต้สมมติฐานของการรักษาภาวะเศรษฐกิจขยายตัวในระดับ 2-3% ตามสภาพการณ์ที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบรุมเร้ารอบด้านในขณะนี้ จำเป็นต้องมีรัฐนาวาบริหารจัดการ ใช้จ่ายงบประมาณขับเคลื่อนเศรษฐกิจและประเทศไทย ไม่ง่ายกับ "รัฐบาลใหม่" จะใช้ทางเลือกไหนให้ได้มาโดยยอมรับอย่างพร้อมเพรียงกันทุกฝ่าย

เมื่อการเมืองไม่นิ่ง!! ยากที่การใช้ชีวิต การดำเนินธุรกิจ การขับเคลื่อนประเทศจะเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม ช่วงเทศกาลมหาสงกรานต์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ความขัดแย้งทางการเมืองอาจแตะเบรกบรรเทาความร้อนแรงลงไปบ้าง แต่หลังจากนั้นอุณหภูมิทะลุจุดเดือดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะจุด "แตกหัก" ที่ยึดเอาวันที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดของนายกรัฐมนตรีในกรณีโครงการจำนำข้าว หรือ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพความเป็นนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบ