บรรยากาศบริเวณสถานีรถโดยสารและรถประจำทางหลายแห่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเป็นจำนวนมาก ผู้โดยสารที่กำลังจะเดินทางโดยส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างและพนักงาน
ที่เข้ามาทำงานหรือเป็นลูกจ้างในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล แม้จะหลากหลายที่มาและที่ไป แต่ทุกคนต่างมีจุดหมายที่เหมือนกันนั้นก็คือ “ทุกคนอยากกลับบ้าน” ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ 12-16 เมษายนที่กำลังจะมาถึง...
ตามประเพณีปฏิบัติในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ชาวไทยนิยมทำบุญใหญ่ประจำปีติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 วัน สำหรับคนรุ่นใหม่อาจรู้แต่เพียงว่า วันสงกรานต์เป็นวันหยุดยาว แต่ถ้าไปถามคนรุ่นเก่า หรือรุ่นคุณตาคุณยาย วันหยุดในช่วงสงกรานต์ทั้ง 3 วันนั้น ต่างมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป โดยวันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “วันส่งท้ายปีเก่า” หรือ “วันมหาสงกรานต์” วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า “วันกลาง” หรือ “วันเนา” และวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “วันขึ้นปีใหม่” หรือ “วันเถลิงศก” โดยธรรมเนียมปฏิบัติของไทยในช่วงเทศกาลดังกล่าวจะมีการทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล และทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการรดน้ำดำหัวขอพรผู้สูงอายุเพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับลูกหลานตามประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา และในระยะต่อมาวันที่ 14 เมษายนของทุกปีได้ถูกกำหนดให้เป็น “วันครอบครัว” ตามมติของคณะรัฐมนตรีซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
เป็นระยะเวลากว่า 25 ปี ที่รัฐบาลได้กำหนด “วันครอบครัว” ขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรบนปฏิทินไทย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2532 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของสถาบันครอบครัว แต่หากพิจารณาเกี่ยวกับสถานการณ์ครอบครัวไทยและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย จะพบว่า สถานการณ์ครอบครัวไทยในปัจจุบันกลับไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่ควรจะเป็น ดังจะเห็นได้จากข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ อยู่เป็นระยะ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังที่ปรากฏเป็นข่าวคดีสะเทือนขวัญฆ่ายกครัว 2 คดี ติดต่อกันในช่วงมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา
โดยคดีแรก ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นเยาวชนชายอายุ 18 ปี ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม.ยิงพ่อ แม่ และน้องชายแท้ๆ ด้วยตัวเอง จนเสียชีวิตภายในบ้านพักภายในหมู่บ้านเมลาลิลล์ ถนนเสมาฟ้าคราม ม.5 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงพ่อแม่และน้องชายเสียชีวิตก่อนอำพรางคดี เนื่องจากฝังใจและกดดันเรื่องที่แม่ชอบดุด่าว่าและควบคุมเรื่องต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่คอนโดฯที่พักแม่ก็ยังไปติดกล้องเพื่อตามดูพฤติกรรม และในวันเกิดเหตุถูกแม่ดุด่าจนรู้สึกโกรธแค้นและมีอาการเครียดจัดจึงนั่งดื่มเบียร์คนเดียว จากนั้นจึงเดินไปปิดกล้องวงจรปิดภายในบ้าน และหยิบปืนพกของพ่อที่เก็บไว้ในลิ้นชักออกมาจ่อยิงพ่อแม่และน้องชาย แล้วนำปืนที่ก่อเหตุมายัดไว้ในมือน้องเพื่ออำพรางคดี จากการสอบสวนเชิงลึกพบว่า อาจมีมูลเหตุในเรื่องวงเงินประกันชีวิตเนื่องจากพ่อทำประกันไว้กว่า 10 กรมธรรม์ ซึ่งมีวงเงินรวมนับสิบล้านบาท
และคดีที่สอง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2557 โดยศาลธนบุรีได้อนุมัติหมายจับ 5 ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุร่วมกันฆ่ายกครัวทั้ง 3 คน โดยหนึ่งในผู้ต้องหาเป็นบุตรชายคนสุดท้อง วัย 22 ปี ซึ่งผู้กระทำผิดได้ให้การรับสารภาพว่า มูลเหตุจูงใจที่ฆ่าพ่อ แม่ และพี่ชายตนเองเนื่องจากโกรธแค้นที่ถูกพ่อว่ากล่าวเรื่องไม่เรียนหนังสือและไม่หางานทำ จึงตัดสินใจออกจากบ้านและไปอาศัยอยู่กับเพื่อนที่ย่านจรัญสนิทวงศ์นานถึง 2 ปี โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจากครอบครัว ประกอบกับการที่พ่อมักจะนำผู้กระทำผิดไปเปรียบเทียบกับพี่ชายซึ่งเป็นตำรวจอยู่เสมอ จึงทำให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจและนำไปสู่การวางแผนฆ่าสมาชิกครอบครัวทั้งหมด และอำพรางคดีเพื่อหวังจะได้รับมรดกที่ดินประมาณ 4 ไร่ของครอบครัวมูลค่าราว 100 ล้านบาท ในเบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร และกระทำผิดฐานฆ่าบุพการี
คดีสะเทือนขวัญทั้ง 2 คดีที่เกิดขึ้น นับว่าเป็นสัญญาณอันตรายของครอบครัวไทยในยุคสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากความรุนแรงในครอบครัวนับวันจะทวีความรุนแรง ซับซ้อน และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับผู้กระทำความรุนแรง ในอดีตที่ผ่านมาผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวไทยมักจะอยู่ในช่วงวัยทำงาน และเหยื่อของความรุนแรงมักจะเป็น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ที่อ่อนแอ พิการ หรือไม่สมประกอบ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันกลับพบว่า สมาชิกครอบครัวทุกคนต่างมีโอกาสที่จะเป็นทั้งผู้กระทำความรุนแรงและตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงได้เท่าๆ กัน โดยไม่มีการแบ่งแยกเพศ วัย สถานะ หรือ บทบาทหน้าที่ของคนในครอบครัว นอกจากนี้ยังพบว่า ความหมาย หรือ นิยาม ของคำว่า “ครอบครัว” “บุพการี” และ “พี่น้องร่วมสายเลือด” ที่สะท้อนให้ถึงความสัมพันธ์และบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวกลับไร้ความหมายและคลายความศักดิ์สิทธิ์ ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารสามารถเชื่อมความสัมพันธ์ของคนได้ทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดีย หรือ สื่อสังคมออนไลน์ คำถามก็คือทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นไม่ได้ทวีความรุนแรงเฉพาะแต่ในประเทศไทย แต่ยังกลายเป็นประเด็นที่มีการถกกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกถึงอิทธิพลของสื่อบนโลกออนไลน์ และเมื่อปี พ.ศ. 2554 ในที่ประชุมระดับนานาชาติเรื่องความผูกพันในครอบครัว เด็ก และการรักษาวัฒนธรรม (In Defense of the Family : Family Children and Culture) โดย ดร.แคทเธอลีน เบอร์นาร์ด ประธานสถาบันวิจัยและบริการด้านครอบครัว และเด็ก (SERFAC) ที่ปรึกษาพิเศษด้านเศรษฐกิจสังคม (ECOSOC) ขององค์การสหประชาชาติ ได้ระบุว่า ประเทศศรีลังกา จากการที่ผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้านหรือในต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลทำให้ไม่มีเวลาดูแลอบรมลูก ต้องให้พ่อหรือญาติพี่น้องเป็นผู้ดูแลหรือเลี้ยงลูกแทน ส่งผลทำให้เด็กได้รับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการกดขี่ทางเพศ, การทะเลาะถูกทุบตีหรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ส่วนที่อังกฤษ จากการที่สื่อออนไลน์โดยเฉพาะ Social Network ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลกได้สร้างปัญหา คือ มีเด็กได้ไปคุยกับบุคคลในอินเทอร์เน็ต จนถึงมีการสอนการทำระเบิดและนำไปก่อเหตุความเสียหาย โดยนำไปทำระเบิดแบบพลีชีพ สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองมากพอสมควร และที่ประเทศฮ่องกง เด็กไม่มีสนามเด็กเล่นหรือใช้ทำกิจกรรมต่างๆ เนื่องจากฮ่องกงมีพื้นที่ประเทศน้อยมาก เด็กส่วนใหญ่เลยต้องเข้าไปเล่นในร้านอินเทอร์เน็ตส่งผลให้เด็กติดเกมและอยู่ในภาวะเสพติดความรุนแรงจากเกมออนไลน์ (http://hilight.kapook.com)
อาจกล่าวได้ว่า คนสมัยใหม่ในยุคโซเชียลมีเดียใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไอแพด และสมาร์ทโฟนมากกว่าพูดคุยกับสมาชิกครอบครัวที่อยู่ตรงหน้า แชทคุยกับเพื่อนในไลน์และเฟซบุ๊คมากกว่าเพื่อนที่โรงเรียน และกล้าที่จะบอกความลับกับคนที่ไม่รู้จักในโลกออนไลน์มากกว่าปรึกษาพ่อแม่พี่น้อง หากพฤติกรรมของคนสมัยใหม่กลายเป็นเช่นนี้แล้ว การกำหนดให้วันที่ 14 เมษายน หรือวันอาทิตย์ให้เป็น “วันครอบครัว” ก็ดูจะมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์แต่ไร้ความหมายเชิงปฏิบัติ รวมทั้งการปลูกฝังค่านิยมและจารีตประเพณีอันดีงามของสถาบันครอบครัวก็ดูจะยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยภายในของครอบครัวเอง เช่น การเลี้ยงดูของพ่อแม่ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น การแย่งชิงทรัพย์สมบัติและมรดก หรือ จากปัจจัยสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีในยุคออนไลน์ เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
แม้ว่าวันนี้ ผู้เขียนจะไม่ใช่นักวิชาการด้านการสร้างเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว หรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ก็เล็งเห็นความสำคัญที่หลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันระดมสมองเพื่อหาแนวคิด รูปแบบ และวิธีการใหม่ ๆ ในการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีของครอบครัวที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม แต่ในอนาคตอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวเสื่อมถอยลงไปอีก รวมทั้งการกระตุ้นจิตสำนึกคนไทยเห็นความสำคัญของ “วันครอบครัว” ว่าไม่ควรมุ่งให้ความสำคัญเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น แต่ควรทำให้ความหมายของคำว่า “ครอบครัว” มีความหมายและความสำคัญในทุกๆ วันของชีวิต หากเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์เศร้าสลดและความรุนแรงในครอบครัวคงจะไม่เกิดขึ้น








