เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมประจำปีของ AACSB ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลและให้การรับรองมาตรฐานทางการศึกษาในระดับนานาชาติ
ของสถาบันที่สอนทางด้านบริหารธุรกิจทั่วโลก และในหัวข้อหนึ่งของงานสัมมนาได้มีวิทยากรชื่อ Rachel Bostsman มาพูดให้ฟังเรื่องของ Collaborative Economy และผลกระทบที่จะมีต่อ Business School ทั่วโลก ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็นและน่าจะมีผลกระทบไม่เพียงแต่กับสถาบันการศึกษาและกับธุรกิจอื่นๆ ด้วย
Collaborative Economy หรือบางท่านก็เรียกว่า Sharing Economy นั้นไม่ใช่คำใหม่ทีเดียวนัก เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมาก็ฮิตคำนี้กันมากพอสมควร เมื่อลองไปค้นหานิยาม ความหมายที่แท้จริงดูก็ยังไม่มีนิยามที่เป็นที่ตรงกันหรือยอมรับกันโดยทั่วไป แต่ดูเหมือนว่าทุกคนก็จะยอมรับถึงผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของเจ้า Collaborative Economy นี้
ปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากที่มองเห็นผลกระทบและความสำคัญของเจ้า Collaborative Economy ทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมากมาย และส่งผลกระทบหรือ Disrupt ธุรกิจเดิมๆ ที่มีอยู่ ตัวอย่างของธุรกิจที่เกิดขึ้นมาจาก Collaborative Economy อาทิเช่น airbnb ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้าน สถานที่ หรือ ห้อง ที่ว่างอยู่และไม่ได้ใช้ สามารถหาผู้เช่าได้ ในขณะเดียวกันผู้ที่ต้องการหาที่พักในราคาไม่แพงก็สามารถมีแหล่งหรือข้อมูลสำหรับการเช่าที่พักได้ นอกเหนือจากช่องทางปกติ เช่น โรงแรม ท่านผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับ airbnb ลองเข้าไปศึกษาดูนะครับ แล้วจะพบว่าเจ้า airbnb นี้จะทำหน้าที่เสมือนเป็นสื่อกลางหรือ Platform ให้เจ้าของสถานที่ได้ใช้ประโยชน์จากห้องว่างหรือสถานที่ของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะเดียวกันก็สร้างทางเลือกสำหรับการหาสถานที่พักแรมให้กับผู้ที่ประสงค์ในราคาที่เหมาะสม
มีการเปรียบเทียบระหว่างเครือข่ายโรงแรมชั้นนำของโลกอย่าง Hilton ที่ใช้เวลากว่า 90 ปีในการสร้างเครือข่ายของตนให้มีห้องพักกว่า 618,000 ห้องใน 88 ประเทศทั่วโลก กับ airbnb ที่ใช้เวลาเพียงแค่ 4 ปี ในการมีห้องพักในเครือข่ายของตนเองกว่า 650,000 ห้อง ใน 192 ประเทศ
อีกตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจที่เกิดจาก Collaborative Economy คือ Kickstarter ที่ถ้าท่านผู้อ่านมีไอเดียหรือความคิดทางธุรกิจที่ดีๆ ถ้าเป็นในอดีตนั้นท่านผู้อ่านจะต้องร่างและเขียนแผนธุรกิจให้สวยงามเพื่อไปขอกู้เงินจากธนาคาร แต่ Kickstarter นั้นเป็น Platform ที่เราสามารถเข้าไปโฆษณาและประกาศหาผู้ร่วมทุนในธุรกิจของเราได้ เพียงแค่มีคลิปเก๋ๆ กับ ไอเดียดีๆ ก็สามารถระดมเงินได้เป็นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ที่เข้ามาร่วมทุนนั้นก็คือประชาชนทั่วไปที่สนใจครับ อาจจะลงเงิน 1 ดอลลาร์, 5 ดอลลาร์, 10 ดอลลาร์, 100 ดอลลาร์ ก็ได้แล้วแต่กำหนด และแทนที่จะได้รับผลตอบแทนเป็นหุ้นก็อาจจะมีจดหมายขอบคุณหรือตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้ใช้ ซึ่งลักษณะของ Kickstarter นั้นมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าเป็นรูปแบบของ Crowd Funding
ทั้ง airbnb และ Kickstarter ก็ต่างเป็นรูปแบบหนึ่งของ Collaborative Economy ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่ตั้งมานานอย่างเช่น โรงแรม หรือ ธนาคาร เนื่องจากต่อไปผู้ที่ประสงค์จะหาห้องพักก็ไม่ต้องพึ่งพิงแต่โรงแรมเพียงแหล่งเดียว หรือ ผู้ที่ต้องการเงินเพื่อสร้างธุรกิจก็ไม่จำเป็นต้องขอกู้ธนาคารแต่เพียงอย่างเดียว
Collaborative Economy เกิดขึ้นได้มาจากปัจจัยสำคัญสามประการ ประการแรกได้แก่การถ่ายโอนของอำนาจ ที่ในอดีตนั้นองค์กรขนาดใหญ่จะมีอำนาจต่อรองเนื่องจากผู้บริโภคหรือประชาชนไม่มีทางเลือก แต่ด้วยเทคโนโลยีและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ก็จะทำให้อำนาจนั้นไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่องค์กรอีกต่อไป แต่อำนาจจะกระจายไปทั่วที่ตัวบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เช่น ผู้บริโภคจะไม่ต้องพึ่งโรงแรมในการหาห้องพัก หรือ ธนาคารในการหาแหล่งเงินทุนอีกต่อไป เนื่องจากมีทางเลือกอื่นมากขึ้น
ปัจจัยประการที่สองคือเรื่องของความไว้วางใจกัน เนื่องจากรูปแบบของ Collaborative Economy จะต้องมาจากความไว้วางใจระหว่างบุคคลด้วยกันหรือลักษณะของ Peer to Peer ไม่ว่าจะเป็นการไว้ใจผู้ที่เปิดบ้านให้เช่าห้อง หรือ ไว้ใจผู้มีไอเดียทางธุรกิจว่าเมื่อได้เงินเราไปแล้วจะไม่โกง ปัจจัยประการสุดท้ายคือการเข้าถึงหรือ Access เนื่องจากเทคโนโลยีและสื่อสังคมสมัยใหม่ที่ทำให้ทุกคนที่ต้องการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงแค่กดเข้าไปในมือถือก็ทราบว่าบริเวณที่เรากำลังจะไปนั้นมีบ้านไหนที่เปิดห้องให้เช่าบ้าง ไม่ต้องผ่านคนกลางหรือนายหน้าต่างๆ อีกต่อไป
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือปัจจุบัน Collaborative Economy นั้นเกิดขึ้นแล้ว และก็กลายเป็นโอกาสให้เกิดธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเดิมที่มีมานาน คำถามสำคัญก็คือเจ้า Collaborative Economy นี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมของท่านอย่างไรบ้างไหม?






