การชุมนุมหลายครั้งที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดก็ตาม เรามักจะได้ยินการหยิบยกตัวเลขผู้เข้าร่วมการชุมนุมมาเปรียบเทียบกัน
โดยมีนัยในทำนองว่าหากการชุมนุมใดที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมมากกว่าก็ความหมายว่าการชุมนุมนั้นๆ สอดคล้องกับความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ มีความชอบธรรม ซึ่งน่าจะเป็นการพยายามสื่อความหมายที่ไม่ถูกต้องเบี่ยงเบนจากความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือมีเจตนาจงใจให้เกิดความเข้าใจผิดเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายของตนทางใดทางหนึ่งก็ตาม ทำให้ “สงคราม” ของความพยายามกะเกณฑ์เพื่อให้มีปริมาณผู้เข้าร่วมชุมนุมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับการจัดการชุมนุมรวมตัวกันของแต่ละฝ่าย แม้ว่าบางครั้งผู้ดำเนินการจัดการชุมนุมจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม” กับ “ความถูกต้องชอบธรรม” ของการชุมนุมนั้นๆ ว่ามีความเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไรเป็นอย่างดีก็ตาม
ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า ภาพจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยทั่วไปที่ปรากฏตามสื่อสาธารณะกับภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมแม้จะมีจำนวนน้อยกว่า แต่หากเข้าร่วมโดยมีความคิดความเห็นที่เป็นไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างสุจริตใจโดยปราศจากผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือกลุ่มในรูปอามิสสินจ้างต่างๆ อันสามารถสื่อถึงความหมายในเชิง “คุณภาพ” ของผู้เข้าร่วมชุมนุมน่าจะเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” แม้จะต้องยอมรับความจริงว่าปริมาณผู้เข้าร่วมชุมนุมคือ “สีสัน” อันถือเป็นรูปธรรมที่จับต้องสัมผัสได้สำหรับบุคคลทั่วไป จึงถือเป็นเรื่องที่ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวควรจะต้องมีความเข้าใจถึงธรรมชาติ เงื่อนไขและบริบท ของการชุมนุมแต่ละครั้งที่มีความแตกต่างกัน
“พลังทางการเมือง” ไม่ใช่สิ่งที่สามารถวัดด้วยมิติเชิงปริมาณของผู้เข้าร่วมชุมนุม หรือการสร้างสถานการณ์เพื่อโหมกระแสความเคลื่อนไหวให้เป็นที่สนใจแก่สังคมเท่านั้น แต่พลังทางการเมืองที่แท้จริงน่าจะเกิดขึ้นจาก “สำนึก” (conscious) ที่อาจเรียกว่าเป็น “มิติเชิงคุณภาพ” ของผู้เข้าร่วมชุมนุมในลักษณะต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวในพื้นที่จัดการชุมนุมจริงๆ ก็ได้ โดยอาจเข้าร่วมไปมีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมตามความต้องการและความสมัครใจของแต่ละบุคคล แต่จะต้องเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเจตนามรณ์ที่มุ่งมั่นบนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจที่ตนเองได้ศึกษาวิเคราะห์มาเป็นอย่างดี โดยปราศจากอคติ ความรู้จักมักคุ้นส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งพลังที่แสดงออกดังกล่าวนี้จึงจะถือว่ามีผลให้การขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง อันถือได้ว่าเป็น “พลังบริสุทธิ์” แม้ว่าความคิดความเชื่อของบุคคลในเวลานั้นๆ จะยังเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ส่งผลให้เลือกเคลื่อนไหวแสดงออกร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเวลานั้นก็ตาม แต่การแสดงออกที่กระทำไปด้วยความตั้งใจจริงที่ประกอบขึ้นจากความบริสุทธิ์ใจ ก็อาจถือเป็นพลังทางการเมืองได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะมีการกลับขั้วเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อมาเข้ากับอีกฝ่ายหนึ่งในภายหลังก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การแสดงออกซึ่ง “พลังทางการเมือง” ที่ถูกต้องนี้ สมควรดำเนินการโดยมีจุดประสงค์เพื่อมุ่งเอาชนะทางความคิดมากกว่าการใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้าเข้าห้ำหั่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเนื้อหาสาระและความเป็นเหตุเป็นผลที่ออกมาในรูปแบบ “การปะทะสังสรรค์กันทางความคิด” มากกว่าการใช้วิวาทะเพื่อเอาชนะคะคานโดยปราศจากเหตุผล หรือใช้สิ่งที่เรียกว่า “พวกมากลากไป” ที่ใช้เป็นความได้เปรียบโดยการอ้างถึงปริมาณโดยไม่มีความชัดเจนว่าปริมาณที่นำมากล่าวอ้างเป็นพลังทางการเมืองที่แท้จริงหรือไม่ อันนำไปสู่การปลุกโหมกระแสให้เชื่อมโยงไปสู่การใช้ความรุนแรงในเวลาต่อไป
เช่นนี้แล้วการเอ่ยอ้างถึง “พลังทางการเมือง” จึงไม่ใช่เรื่องของการนำเพียงแค่ “จำนวนตัวเลข” ที่อ้างว่าเป็นจำนวนผู้สนับสนุนเห็นด้วยกับฝ่ายของตน มาเพื่อสวมรอยบีบบังคับให้สังคมส่วนรวมจำเป็นต้องเลือกกระทำในทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของฝ่ายตนเอง โดยไม่เคยบอกให้สังคมทราบถึงเหตุและผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์หรือประโยชน์ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับจากการขับเคลื่อนไหวนั้นๆ แต่อย่างใดเลย
... ทั้งหมดก็มีด้วยประการฉะนี้






