ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงข้อเสนอว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ควรแปรรูปเป็นบริษัทมหาชน กระจายหุ้นของตัวเองแก่ประชาชนทั่วไป
และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนใน ตลท. เพื่อขจัดอำนาจครอบงำของบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งที่ผ่านมานอกจากจะมีส่วนทำให้ประสิทธิภาพของ ตลท. ด้อยกว่าที่ควร (เช่น การทำมาร์เก็ตติ้งให้กับบริษัทหลักทรัพย์) ยังทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยเสียประโยชน์ ล่าสุดจากการ “ฮั้ว” กันตรึงราคาค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ ทั้งที่ ก.ล.ต. เปิดเสรีเต็มที่แล้วตั้งแต่ต้นปี 2555
ผลจากการ “ฮั้ว” ครั้งนี้สรุปสั้นๆ คือ ใครก็ตามที่มีมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ถึง 5 ล้านบาทต่อวัน ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 0.25% ของมูลค่าการซื้อขาย เท่ากันเป๊ะกับยุคก่อนเปิดเสรีค่าธรรมเนียม สุดท้ายมีแต่นักลงทุนรายใหญ่ คือซื้อขายมากกว่า 20 ล้านบาทต่อวัน เท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีของ ก.ล.ต. ...เพียงเพราะสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ต้องเอาใจ “ขาใหญ่” ยอมให้บริษัทสมาชิกต่อรองค่าธรรมเนียมได้โดยเสรีกับนักลงทุนกระเป๋าหนักกลุ่มเดียวเท่านั้น
การ “ฮั้ว” กันอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ผิดกฎหมายแข่งขันทางการค้า แต่ไม่เห็นมีใครทำอะไร ส่วนหนึ่งต้องโทษตัวกฎหมายฉบับนี้เองด้วยที่เป็น “เสือกระดาษ” ตลอดมา ถูกออกแบบมาอย่างผิดพลาดตั้งแต่ตัวบท เช่น กำหนดให้ตัวแทนอุตสาหกรรมเข้ามานั่งเป็นคณะกรรมการ เท่ากับให้ผู้อยู่ใต้กำกับเข้ามามีอำนาจรัฐเสียเอง แล้วแบบนี้จะไปจับใครที่ไหนได้!
ตลกร้ายไม่ใช่เล่นที่วงการซึ่งควรสนับสนุน “ตลาดเสรี” ที่สุด เพราะทำเงินอยู่บนยอดคลื่นของระบบทุนนิยม กลับเป็นวงการที่ต่อต้านการแข่งขันที่สุดวงการหนึ่งในสังคมไทย
ข้อเสนอข้อต่อไปของผู้เขียนไม่เกี่ยวกับคอร์รัปชันในความหมายของการทุจริต แต่เกี่ยวกับการปิดช่องโหว่มโหฬารที่มหาเศรษฐีหลายคน รวมทั้ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ใช้หลบเลี่ยงภาษีชนิดที่ถูกกฎหมายแต่ “น่าเกลียด” มานานหลายสิบปี รวมถึงเป็นการช่วยลดระดับความเหลื่อมล้ำที่ตลาดทุนมีส่วนสร้าง
ข้อเสนอ 11. เก็บภาษีผลได้จากทุน (capital gains) เฉพาะกรณีขายหุ้นเก่าล็อตใหญ่ (big lot) บนกระดาน big lot เพื่อลดแรงจูงใจในการหลบเลี่ยงภาษี และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งตลาดทุนมีส่วนสร้าง โดยไม่บั่นทอนแรงจูงใจของคนทั่วไปในการเข้ามาลงทุนในตลาดทุน
เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างร้อนแรงตลอดมาตั้งแต่ระดับปรัชญา หลักการ และข้อเท็จจริง ดังนั้นก่อนที่จะไปถึง “วิธีการ” เราคงต้องเริ่มที่ประเด็นเหล่านี้กันก่อน
ในรายงานของผู้เขียนเรื่อง “การปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” ตีพิมพ์ปี 2556 (ดาวน์โหลดและอ่านออนไลน์ได้จาก http://fringer.org/stuff/book/การปฏิรูปตลาดทุนกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม) ผู้เขียนสรุปเหตุผลและข้อถกเถียงไว้ดังนี้ -
ในเมื่อความเหลื่อมล้ำ “ภายนอก” ตลาดทุนส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้มีรายได้สูงได้รับผลตอบแทนในตลาดทุนสูงกว่าผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีส่วนร่วมในตลาดทุน วิธีลดความเหลื่อมล้ำประเภทนี้ที่นิยมใช้กันมากจึงเป็นนโยบายภาษี โดยเฉพาะภาษีผลได้จากทุน (capital gains tax) ซึ่งผู้สนับสนุนส่วนใหญ่สนับสนุนด้วยเหตุผลด้านความเป็นธรรม นั่นคือ เป็นวิธีกระจายรายได้ที่จัดการกับต้นเหตุแห่งความเหลื่อมล้ำอย่างตรงจุด สำหรับรูปแบบความมั่งคั่งซึ่งไม่ได้เกิดจากการลงแรงทำงาน หากแต่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์เท่านั้น (ในแง่นี้จึงมีส่วนคล้ายกับเงินที่ได้จากการชิงโชค)
ผู้ที่สนับสนุนการลดหรือยกเลิกภาษีผลได้จากทุนมักจะเสนอว่า รัฐจะมีรายได้มากขึ้นเมื่อลดภาษีผลได้จากทุน เนื่องจากผู้เสียภาษีจะมีแรงจูงใจที่จะขายหลักทรัพย์ออกมามากขึ้น จนรายรับจากภาษีของรัฐมีปริมาณสูงกว่าผลจากอัตราภาษีที่ลดลง ฝั่งผู้คัดค้านแย้งว่าคำอธิบายนี้ถึงแม้จะเป็นความจริง ประเด็นที่ใหญ่กว่าคือแนวโน้มที่คนจะลดกิจกรรมที่เสียภาษีมาก ไปเพิ่มกิจกรรมที่เสียภาษีน้อยกว่า
ยกตัวอย่างเช่น ภาษีผลได้จากทุนที่ลดลงอาจสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหาร “กัน” รายได้ของตัวเองจากการเสียภาษี ด้วยการเปลี่ยนค่าตอบแทนจากค่าจ้าง (พิกัดภาษีสูงกว่า) ไปเป็นรูปแบบอื่น อาทิ อ็อปชั่นหุ้น (พิกัดภาษีต่ำกว่า) ส่งผลให้รัฐอาจมีรายได้จากภาษีผลได้จากทุนเพิ่มขึ้น แต่จะมีรายได้จากภาษีเงินได้ปกติน้อยกว่านั้นมาก จนผลลัพธ์สุทธิอาจกลายเป็นว่ารัฐมีรายได้รวมลดลงก็ได้
ผู้ที่คัดค้านการเก็บภาษีผลได้จากทุน (หรือสนับสนุนการยกเลิกภาษีชนิดนี้ในประเทศที่จัดเก็บอยู่แล้ว) มักจะอ้างว่า การเก็บภาษีดังกล่าวจะลดแรงจูงใจของคนในการออมและลงทุน ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ แต่ข้อเท็จจริงจากหลายประเทศกลับตรงกันข้าม อาทิ นักเศรษฐศาสตร์ ธอมัน ฮังเกอร์ฟอร์ด (Thomas Hungerford) จากสถาบันวิจัยคองเกรส ชี้ว่าในสหรัฐอเมริกา อัตราการออมลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราภาษีผลได้จากทุนลดลงจากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 15 ในปัจจุบัน ฉะนั้น จึงชัดเจนว่า การปรับอัตราภาษีผลได้จากทุนส่งผลน้อยมากต่อระดับการออมของเอกชน ส่วนสถาบันวิจัย Brookings ก็ประเมินว่าการลดอัตราภาษีผลได้จากทุนขั้นสูงสุดเป็นร้อยละ 20 จะเพิ่มขนาดการลงทุนของภาคเอกชนไม่ถึงร้อยละ 0.1 ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีและเซียนการลงทุนชาวอเมริกัน ออกมาเรียกร้องอย่างเปิดเผยต่อเนื่องข้ามปีให้รัฐบาลอเมริกันขึ้นภาษีคนรวยมากๆ อย่างเขา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและ สร้างความเป็นธรรมในสังคมอเมริกัน - สังคมซึ่งเศรษฐีเสียภาษีที่แท้จริง (effective rate) เมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้น้อยกว่าชนชั้นกลางมาก ในบทความลง New York Times ปี 2012 บัฟเฟตต์บอกว่า ระหว่างปี 1956-1969 เขาเป็นผู้จัดการกองทุนสมัยที่ภาษีเงินได้สูงถึง 70% และภาษีผลได้จากทุนอยู่ที่อัตรา 27.5% ไม่มีนักลงทุนคนไหนปฏิเสธไม่ลงทุนกับเขาด้วยการอ้างว่าต้องจ่ายภาษีแพงเลยแม้แต่คนเดียว และช่วงนั้นอัตราการจ้างงานกับจีดีพีของอเมริกาก็เติบโต ทั้งชนชั้นกลางและคนรวยต่างได้ประโยชน์
บัฟเฟตต์ย้ำว่ามหาเศรษฐีอย่างเขาถึงอย่างไรก็หาโอกาสลงทุน ไม่ว่าจะต้องเสียภาษีแค่ไหนก็ตาม
ผู้เขียนเห็นว่า ข้อโต้แย้งการเก็บภาษีผลได้จากทุนที่มีเหตุมีผลหนักแน่นที่สุดมีอยู่สองประการด้วยกัน ได้แก่การมองว่า 1) ภาษีผลได้จากทุนเป็นการเก็บ “ภาษีซ้ำซ้อน” (double taxation) และ 2) ภาษีผลได้จากทุนจัดเป็น “ภาษีเงินเฟ้อ” ด้วยเหตุนี้จึง “ไม่เป็นธรรม” ถ้ารัฐจะจัดเก็บ
ข้อโต้แย้งสองข้อนี้มีเหตุมีผลเพียงใด ไม่เป็นธรรมจริงหรือ และเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐจะจัดเก็บภาษีผลได้จากทุนในทางที่บรรเทาข้อกังวลเหล่านี้
โปรดติดตามตอนต่อไป






