การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และ กลุ่มคณะกรรมการประชาชน
เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งเป็นไปตามคาดหมายที่ว่าจะมีมวลชนของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก แต่การชุมนุมในครั้งนี้มีความหมายทางการเมืองสำคัญประการหนึ่ง คือ จุดยืนเดิมของทั้งสองฝ่ายไม่เปลี่ยนไปจากเดิม และเป็นจุดยืนที่ยังไม่เคยมีการเจรจาหรือข้อตกลงใดๆ ตามมา
กลุ่ม กปปส. เห็นว่า ปัญหาของประเทศในปัจจุบันมีมากมายหลายด้าน ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจังเสียที หลังจากที่ก่อนหน้านั้นประเด็นการปฏิรูปมีการพูดถึงกันแทบทุกรัฐบาล แต่มีผลทางปฏิบัติน้อยมาก ทุกอย่างยังเดินหน้าไปตามกรอบเดิม ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งหากประเทศไทยยังยึดกติการะบบประชาธิปไตยต่อไป จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูป โดยเฉพาะปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ ก่อนมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ส่วน กลุ่ม นปช. ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปในแนวทางของ กปปส. และเห็นว่าระบบเลือกตั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เหมาะสมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องปฏิรูป คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่างๆ เพราะเห็นว่าที่ผ่านมา องค์กรเหล่านี้มีอคติทางการเมืองต่อกลุ่มการเมืองของตน แม้ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเห็นด้วยกับการปฏิรูปหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ แกนนำ นปช. ประกาศแล้วว่าไม่เอานายกรัฐมนตรีคนนอกเพื่อมาดำเนินการปฏิรูปอย่างเด็ดขาด แต่ต้องมาจากตัวแทนของประชาชน นั่นคือ ผ่านการเลือกตั้ง เพราะว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
อย่างไรก็ตาม ท่าทีทางการเมืองของคนสองกลุ่มใหญ่ในสังคมขณะนี้ กำลังตกอยู่ในภาวะเดียวกับเมื่อปี 2553 กล่าวคือ แต่ละกลุ่มมีเหตุผลของตัวเองและฟังความเห็นเฉพาะกลุ่มเฉพาะพวกเท่านั้น ซึ่งการไม่รับฟังความเห็นอีกฝ่ายหนึ่ง และปิดรับข้อเสนอใดๆ ทั้งหมดที่เห็นว่าไม่สอดคล้องกับทัศนคติทางการเมืองของตน ทำให้สังคมไทยในขณะนี้กำลังเกิดการเผชิญหน้ากันครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลและนปช. กับกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาล และอิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
อันที่จริง การต่างความเห็นในทางการเมืองนั้น แทบจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมประชาธิปไตย หากดูประวัติศาสตร์ในประเทศพัฒนาประชาธิปไตยแล้ว ก็จะเห็นว่าระบบรัฐสภาเปิดทางให้เกิดสองขั้วทางการเมืองเสมอ แต่การบริหารประเทศยังสามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะมีการยอมรับกติการ่วมกัน แต่ปัญหาของไทยในขณะนี้ คือ เรายังไม่สามารถค้นหากติกาที่ยอมรับร่วมกันได้ และดูเหมือนว่าการแตกแยกทางความคิดเห็นในครั้งนี้ จะขยายวงกว้างขึ้นกว่าครั้งก่อน
เราเห็นว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ของสังคมในระบอบประชาธิปไตย และการตัดอีกกลุ่มหนึ่งออกไป เหลือเอาไว้เฉพาะกลุ่มของตัวเองนั้น แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ทางออกคือต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ซึ่งหลักการอยู่ร่วมกันคือการยุติความรุนแรง ดังนั้น หากความรุนแรงยังไม่ยุติ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด ก็แสดงให้เห็นว่ายังไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ และยังต้องผ่านการเรียนรู้กันต่อไป เราหวังว่า การเรียนรู้ประชาธิปไตยในครั้งนี้ คนไทยคงไม่สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากเกินไป...เท่านั้น






