ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ความห่วงใยเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้ามีมากขึ้น เห็นได้จากข่าวที่ออกมาจากภาคธุรกิจล้วนแสดงความกังวล
ว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอเร็ว และส่งผลกระทบต่อธุรกิจมาก ขณะที่ตลาดการเงินก็สะท้อนความห่วงใยโดยการลดลงของดัชนีตลาดหุ้น และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวที่ปรับสูงขึ้น ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจเป็นผลอย่างสำคัญ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศ แต่ ณ จุดนี้ไม่มีใครบอกได้ว่าปัญหาการเมืองของประเทศจะลากยาวต่อไปอีกเท่าใด ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ความห่วงใยจึงมีว่า ถ้าปัญหาการเมืองยังจะลากยาวต่อไป เศรษฐกิจของประเทศปีนี้ปีหน้าจะเป็นอย่างไร
วันนี้จึงอยากจะเขียนเรื่องนี้เพื่อแชร์ความเห็นของผมให้แฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” ทราบ
สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศชัดเจนว่าถดถอยมากช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจเกือบทุกตัวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ แสดงภาวะหดตัว คือขยายตัวติดลบจากระยะเดียวกันปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การบริโภค การลงทุน การนำเข้าสินค้าต่างประเทศ ส่วนการส่งออกก็ขยายตัวเฉลี่ยเกือบเป็นศูนย์ในช่วงสองเดือนแรกขณะที่ตัวเลขการเงินไม่ว่าจะเป็นเงินฝากหรือสินเชื่อ การขยายตัวก็ชะลอจากไตรมาสสี่ปีที่แล้ว
ช่วงสองเดือนแรกปีนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองเริ่มกระทบภาคธุรกิจมากขึ้น ธุรกิจจึงปรับตัวโดยลดรายจ่าย ประหยัด และชะลอหรือลดขนาดการลงทุน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็ปรับแผนสินเชื่อ ลดเป้าการเติบโตและหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพสินเชื่อ การปรับตัวดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจช่วงต่อไปจะชะลอมากขึ้นอีก หน่วยงานเศรษฐกิจเกือบทุกสำนักจึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลง จากอัตราร้อยละ 4-5 ตอนต้นปี เหลือร้อยละ 2 หรือต่ำกว่าขณะนี้ ภายใต้ข้อสมมุติว่า การเมืองจะคลี่คลายได้ช่วงครึ่งปีหลัง แต่ถ้าการเมืองยังไม่มีทางออก ความขัดแย้งยังมีอยู่ และลากยาวไปถึงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจก็จะเสียหายมากขึ้น อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้อาจต้องปรับลดลงอีก และอาจมีผลไปถึงปีหน้า ทำให้เศรษฐกิจปีนี้อาจไม่ขยายตัว หรือขยายตัวติดลบ
ข้อเขียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจของผมวันนี้ (และอาทิตย์ต่อไป) จะให้ความเห็นในสามเรื่อง คือ หนึ่ง ปัจจัยที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ สอง ทำไมเศรษฐกิจชะลอมากในไตรมาสแรก และสาม แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจากนี้ไป
ปลายปีที่แล้วต้นเดือนธันวาคม ผมให้ความเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจปีนี้ ว่าเศรษฐกิจจะไม่สดใส ซึ่งต่างจากความเห็นส่วนใหญ่ขณะนั้น ผมมองว่าเศรษฐกิจไตรมาสสี่ปีที่แล้วเริ่มชะลอแล้ว จากสถานการณ์การเมืองในประเทศ และคงชะลอต่อในปี 2014 จากสามปัจจัยสำคัญที่จะไม่เอื้ออำนวยต่อเศรษฐกิจปีนี้ สามปัจจัยนี้ คือ หนึ่ง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะยังไม่เข้มแข็ง สอง นโยบายการเงินสหรัฐที่จะลดการผ่อนคลายต่อเนื่อง ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลกปรับสูงขึ้น สร้างข้อจำกัดต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย สาม ความไม่ชัดเจนของการเมืองในประเทศ ที่จะกระทบความเชื่อมั่นและกิจกรรมเศรษฐกิจอย่างน้อยก็ช่วงไตรมาสแรก โดยประเมินว่า ผลกระทบของทั้งสามปัจจัย จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวต่ำ (ถ้ามีการขยายตัว) ต่างจากความเห็นส่วนใหญ่ขณะนั้นที่มองว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะทำให้การส่งออกเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ ขณะที่ความเข้มแข็งของปัจจัยพื้นฐานจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถทัดทานผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองได้ คือ กระทบแต่ไม่มาก ทำให้เศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4-5 ปีนี้
ขณะนี้ผ่านมาสามเดือน ภาพต่างๆ ก็ชัดเจนขึ้น เราลองมาดูในแต่ละประเด็น
ประเด็นแรก เศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัว แต่เป็นการฟื้นตัวที่ยังไม่เข้มแข็งและ สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นสำคัญ ไม่กระจายตัว เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจากการส่งออกที่ได้อานิสงส์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง และการบริโภคของครัวเรือนที่ขยายตัวจากความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้มาจากการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งสำคัญต่อการมีงานทำและต่อความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สำหรับส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวยังไม่เข้มแข็ง เศรษฐกิจยุโรปมีเสถียรภาพมากขึ้นแต่การฟื้นตัวยังอ่อนแอ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเงินฝืด ญี่ปุ่นก็มีปัญหาว่าการฟื้นตัวจะไปต่อได้หรือไม่ หลังทางการญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ชะลอหมดในไตรมาสแรกปีนี้ รวมถึงจีนที่อัตราการขยายตัวลดลงและไม่ชัดเจนว่าทางการจีนจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยหรือไม่ สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย การขยายตัวในไตรมาสแรกค่อนข้างผิดหวัง การส่งออกไม่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างที่หวัง ขณะที่ภาวะเงินทุนไหลออกช่วงสามเดือนแรกก็กระทบสภาพคล่องและการเติบโตของเศรษฐกิจ ดังนั้น สิ่งที่เห็นในไตรมาสแรกปีนี้คือ เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแต่ไม่เข้มแข็ง เป็นการฟื้นตัวที่พึ่งเศรษฐกิจสหรัฐอย่างเดียว ไม่มีพลังที่จะดึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวเข้มแข็งขึ้น
ประเด็นที่สอง นโยบายการเงินสหรัฐ จากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวช่วงครึ่งปีที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐได้เริ่มปรับทิศทางนโยบายการเงินจากระดับที่ผ่อนคลายมากๆ เป็นนโยบายการเงินที่กลับเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น คือ ลดขนาดการผ่อนคลายลง ปีที่แล้วผมได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ไปหลายครั้งว่า การปรับทิศทางดังกล่าวจะเป็นการเดินทางไกล ที่ใช้เวลา และในแต่ละช่วง แต่ละจังหวะขนาดการลดทอนจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นสำคัญ คือ ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดี การลดทอนการผ่อนคลายนโยบายการเงินสหรัฐก็จะทำได้เร็ว แต่ถ้าการฟื้นตัวไม่แน่นอน กลับไปกลับมา จังหวะการลดทอนการผ่อนคลายก็จะช้าตามไปด้วย ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจจะสำคัญอย่างมากต่อจังหวะก้าวของการลดทอนนโยบายการเงินสหรัฐในปีนี้ (ยังมีต่อ)






