ขณะที่ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา ยังไม่มีท่าทีจะสงบลง และการ เจรจา ระหว่างตัวแทน
รัฐบาลไทยกับฝ่ายก่อเหตุยังคาราคาซังอยู่ ที่ฟิลิปปินส์ก็มีการลงนามในข้อตกลงสงบศึก ระหว่างรัฐบาลกลางกับกลุ่มมุสลิมทางใต้ของประเทศอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
พิธีลงนามทำกันเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ยุติการสู้รบระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับกลุ่ม Moro Islam Liberation Front (MILF) หรือ “แนวร่วมปลดแอกอิสลามโมโร” ที่มีมายาวนานหลายสิบปีและมีคนเสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 100,000 คน
ประธานาธิบดีเบนิคโน อคิโน ที่ 3 ประกาศว่า
“วันนี้เราได้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนของเราไม่เพียงแต่สามารถฝันได้อีกครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเริ่มจะทำให้ความฝันเป็นความจริงแล้ว...”
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวแคทอลิก แต่บางส่วนบนหมู่เกาะมินดาเนาทางใต้มีคนมุสลิมอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย และเมื่อมีปัญหาความไม่เป็นธรรมต่อเนื่องในดินแดนแถบนั้น จึงเกิดการรวมตั้งเป็น “ขบวนการปลดแอก” เพื่อเรียกร้องสิทธิปกครองตนเองบ้าง ขอแยกดินแดนบ้าง เมื่อรัฐบาลกลางไม่ยอม จึงมีการต่อสู้กันด้วยอาวุธ และเมื่อรัฐบาลส่งกำลังทหารเข้าปราบปราม การประลองกำลังด้วยอาวุธจึงได้ยืดเยื้อยาวนานมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี
เพิ่งจะมีการเจรจาเมื่อสองปีก่อน โดยมีมาเลเซียทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย จนทั้งสองฝ่ายยอมตกลงในเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับได้ เพื่อร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมร่วมกันอย่างสันติเสียที
ข้อตกลง 5 หน้ามีชื่อเต็มว่า Comprehensive Agreement for the Bangsamoro (CAB)
คำว่า Bangsa เป็นภาษามาเลย์แปลว่า “ประเทศ” หรือ “รัฐ”
เนื้อหาหลักคือการตกลงที่จะสร้าง “รัฐบาลภูมิภาค” ทางใต้เรียกว่า Bangsamoro เพื่อให้ประชาชนท้องถิ่นมีสิทธิ์ปกครองตนเองในระดับที่รัฐบาลกลางยอมรับได้
ตามข้อตกลงนี้ รัฐบาลกลางฟิลิปปินส์จะจัดตั้งหน่วยงานเปลี่ยนผ่านเพื่อร่างกฎหมายตั้ง “รัฐบาลบังซาโมโร” เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติ หากผ่านเป็นกฎหมายก็จะให้ประชาชนในเขตนั้นลงมติว่าจะยอมรับหรือไม่ หากผ่านขั้นตอนนั้นก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้สามารถปกครองตนเองในระดับที่ตกลงกัน
“รัฐบาลบังซาโมโร” จะมีอำนาจปกครองดูแลตนเองในหลาย ๆ ด้านโดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เหมืองทอง ทองแดง และนิกเกิล อีกทั้งยังมีสวนยางและสวนผลไม้ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามมากมาย
หากสันติภาพกลับมาสู่มินดาเนา การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับคนท้องถิ่นได้อย่างมหาศาล
เพราะการต่อสู้ระหว่างกลุ่มต่อต้านกับรัฐบาลมีมายาวนาน มินดาเนาจึงเป็นดินแดนที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
แต่ก็ใช่ว่าการประกาศหยุดทำสงครามกันครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแท้งอีกครั้งหนึ่ง เพราะ MILF เป็นกลุ่มกบฏหลัก แต่ยังมีกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ร่วมกระบวนการเจรจาสงบศึกอยู่อีกหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า Liberation Front ของ Nur Misuari และกลุ่มหัวรุนแรงอย่าง Abu Sayyaf ก็ยังอาจจะก่อเหตุร้ายก่อกวนจนทำลายโอกาสที่จะสร้าง “เขตปกครองตนเอง” ใหม่ให้สำเร็จได้
ประธานของฝ่ายต่อต้าน Murad Ebrahim เป็นตัวแทนของฝ่ายกบฏในการลงนามครั้งนี้
นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคแห่งมาเลเซียที่เล่นบทเป็น “คนกลาง” ก็มาร่วมพิธีลงนามนี้ด้วยทั้ง ๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องเที่ยวบินปริศนา MH370 ที่ทำเอารัฐบาลของเขาไม่เป็นอันอยู่สุขได้ในขณะนี้
ผมเชื่อว่ารัฐบาลไทยน่าจะเรียนรู้อะไรจากฟิลิปปินส์ได้หลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะวิธีการเจรจาที่ไม่ต้องโฉ่งฉ่างอย่างที่คณะจากรัฐบาลไทยนัดหมายพูดคุยกับกลุ่มทางใต้ จนทุกวันนี้ก็ยังสับสน หาทางออกไม่ได้อย่างที่เห็นกัน





