เมื่อไม่มีที่พึ่ง ก็ต้องปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอด ในสถานการณ์เสมือนไร้รัฐบาล ไม่มีงบประมาณลงทุนขนาดใหญ่
เอกชนต้องพยายามอยู่ในได้ด้วยตัวของตัวเอง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ระบุถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า กระทั่งเกิดภาวะสุญญากาศส่งผลกระทบ ต่อการใช้จ่ายภายในประเทศมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ตลอดจนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐ ทำได้ในกรอบค่อนข้างจำกัด และอาจมีกระบวนการล่าช้า เกี่ยวพันไปถึงโครงการลงทุนของภาคเอกชน ที่ติดปัญหาขั้นตอนการอนุมัติโครงการจากหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลทำให้แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือเพียงภาคการส่งออกเป็นหลัก ทำให้ต้องปรับประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2557 ลงมาที่ 1.8% ในกรณีพื้นฐาน จากประมาณการเดิม 3.0% บนสมมติฐานว่ามีรัฐบาลใหม่ได้ภายในกลางปีแต่ความขัดแย้งที่ยืดยาวทำให้สมมติฐานดังกล่าวเป็นไปได้ยากขึ้น พร้อมกับปรับกรอบประมาณการลงมาอยู่ในช่วง 1.3-2.4% ซึ่งปีนี้สัญญาณการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนในภาพรวม อาจไม่สะท้อนภาพที่ชัดเจนได้มากนัก
สถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน ทำให้การคาดการณ์ต่างๆ ทำได้ยาก ลำบากต่อการระบุกำหนดเวลาสิ้นสุด และจะสิ้นสุดอย่างไร เมื่อไรกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมาผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองจึงส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมากกว่าที่สำนักวิจัยใดๆ เคยคาดการณ์ไว้ แถมยังกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังภาวะการจ้างงาน และการใช้จ่ายของผู้บริโภคตามมา แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศอาจซบเซายาวนานข้ามเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ผูกโยงไปถึงการบริโภคภาคเอกชนปี 2557 อาจขยายตัวเพียง 0.1% จากเดิมเคยคาดไว้ที่ 1.4% ขณะที่ การลงทุนโดยรวมอาจหดตัวลง 2.2% พร้อมปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2557 ลงมาที่ 1.8% ท่ามกลางทิศทางการใช้จ่ายภายในประเทศที่มีโอกาสอ่อนแอกว่าที่คาด ส่งผลให้การส่งออกที่คาดว่า จะขยายตัว 5.0% กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพียงด้านเดียวของเศรษฐกิจไทย งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลประจำปีงบประมาณ 2558 คงมีผลบังคับใช้ไม่ทันภายในปีนี้ ทำให้เงินงบประมาณของรัฐหายไปในช่วงไตรมาสที่ 4/2557 หากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อเลยกลางปี เศรษฐกิจไทยปี 2557 อาจขยายตัวได้เพียง 1.3%
สภาพการเมืองที่สะท้อนเศรษฐกิจดังกล่าว เกี่ยวโยงไปทุกกระบวนการ รวมถึงอุตสาหกรรมไอซีที ซึ่งสถาบันไอเอ็มซีระบุว่า กรณีที่ยังไม่มีรัฐบาลส่งผลให้เกิดสุญญากาศขาดการลงทุนด้านไอทีจากหน่วยงานภาครัฐ และกระทรวงต่างๆ ไม่มีเมกะโปรเจคใหญ่ หรือการลงทุนด้านไอซีที กรณียังตั้งรัฐบาลไม่ได้ อาจทำให้งบประมาณด้านไอซีทีปี 2558 อนุมัติไม่ได้ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี แถมประเทศไทยยังขาดบุคลากรด้านไอทีป้อนตลาดทั้งๆ ที่ตลาดขยายตัวอย่างมาก เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลง และปีหน้าจะเปิดสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี)
อย่างไรก็ตาม หากจะรอรัฐบาลใหม่มาวางนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คงไม่ได้ ฉะนั้นภาคเอกชนถ้าพอทำอะไรได้ เพื่อหาทางอยู่รอดให้แก่องค์กร และหล่อเลี้ยงประเทศให้ยืนระยะบนเวทีนานาชาติได้ คงต้องคนละไม้คนละมือช่วยกันทำไปก่อน ดีกว่ารออย่าไม่ทราบอนาคต ถือเป็นช่วงเวลาพิสูจน์ความแข็งแกร่งขององค์กรที่ดีอีกช่วงเวลาหนึ่ง






