น่าหวั่นไหวไหมล่ะครับในเมื่อนายทหารเรือสหรัฐฯคนหนึ่ง ที่มีส่วนในการช่วยค้นหา MH370 ประกาศ
อย่างไม่ลังเลว่า “เราอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงจะเจอเครื่องบินที่หายตัวไปอย่างลึกลับลำนี้”
และอีกวันหนึ่งต่อมา หัวหน้าหน่วยช่วยค้นหาของออสเตรเลียแถลงอย่างไม่ยี่หระความรู้สึกของญาติพี่น้องของ 239 ชีวิตบนเที่ยวบินนี้ว่า “เราอาจจะไม่มีวันเจอเครื่องบินลำนี้อีกเลยก็ได้” และยอมรับหน้าตาเฉยว่าปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินครั้งนี้ “ท้าทายที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
เพราะเจ้า “วัตถุลอยน้ำ” หลายร้อยชิ้นที่ดาวเทียมของจีน, ฝรั่งเศส และเรือกับเครื่องบินของนิวซีแลนด์ รายงานว่าเจอที่นั่นที่นี่นั้น เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเที่ยวบินลี้ลับมหัศจรรย์นี้เลยแม้แต่น้อย
ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ในขณะที่การค้นหาย่างเข้าวันนี้วันที่อีก 3 วันก็ครบหนึ่งเดือนแล้ว ยิ่งทำให้ผู้คนงุนงงกันไปทั่วโลก
สื่อทั้งโลกติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์จากทุกแง่มุมไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้าย, อัตวินิบาตกรรม, การจี้เครื่องบิน หรือทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดหลุดโลก แต่ก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญรายใดสามารถระบุอะไรแน่ชัดไปกว่า “คาดเดาได้เท่านี้”
ในแง่ความสัมพันธ์การเมืองระหว่างประเทศ กรณีนี้ก็สร้างความตึงเครียดและร้าวฉานระหว่างมาเลเซียกับอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะกับจีน เพราะบนเที่ยวนี้มีผู้โดยสารชาวจีนมากกว่าชาติใด ๆ
ตั้งแต่ MH370 หายไปอย่างไร้วี่แวว รัฐบาลจีนได้แสดงความหงุดหงิดกับรัฐบาลมาเลเซียของ นายกฯนาจิบ ราซัค ไม่น้อย และได้แสดงออกอย่างเปิดเผยถึงความผิดหวังที่มาเลเซีย ไม่สามารถตอบคำถามต่าง ๆ ได้
บ่อยครั้งสื่อมวลชนรายงานรายละเอียดของการค้นหา ได้รวดเร็วและละเอียดกว่าที่รัฐบาลมาเลเซียจะแจ้งกับรัฐบาลอื่น ๆ ทำให้ปักกิ่ง เกิดความสงสัยว่ามาเลเซียพยายามจะปกปิดข้อมูลอะไรจากจีนหรือไม่
โฆษกรัฐบาลจีนบอกว่า ประเทศจีนได้รับทราบถึงความสงสัยของมาเลเซียที่ว่าเที่ยวบินนี้เปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน ก็โดยดูการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวของรัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซียฮิสชัมมุดดิน ฮุสเซน เท่านั้น
แปลว่ามาเลเซียยอมรับว่าการค้นหาตั้งแต่ต้น (ที่รัฐบาลจีนเข้าร่วมด้วย) เป็นการหลงทิศหลงทางมาตลอด
จีนต้องขอ “คำชี้แจง” จากมาเลเซียผ่านช่องทางการทูตจึงได้รับคำยืนยันอย่างเป็นทางการ ทำเอาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเกิดความรู้สึกว่ามาเลเซียไม่จริงใจ ในการแลกเปลี่ยนข่าวสารและข้อมูลล่าสุด กับประเทศที่ร่วมในการช่วยเหลือในการค้นหา
สำนักข่าวซินหัวของจีนวิพากษ์มาเลเซียอย่างไม่เกรงใจในวันต่อมา บอกว่า เรือของจีนและเวียดนามได้ร่วมกันค้นหาอยู่หลายวัน ก่อนที่จะได้รับคำบอกเล่าว่าถึงค้นไปก็ไร้ประโยชน์เพราะทางการ (มาเลเซีย) เก็บงำข้อมูลจากสาธารณชนซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก
“ความเงียบฆ่าได้” คือข้อสรุปของบทวิจารณ์ในสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนแห่งนี้
ความจริง มาเลเซีย เป็นอาเซียนประเทศแรกที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ยิ่งกว่านั้นมาเลเซียยังเป็นคู่ค้าของจีนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ปีที่แล้วซื้อขายกันระหว่างสองประเทศมีมากถึง $106,000 ล้านเหรียญ)
จะว่าไปแล้วในเอเชีย มาเลเซีย ก็เป็นคู่ค้าอันดับสามของจีนทีเดียว รองลงมาจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้น
อีกทั้งนักท่องเที่ยวจีนก็นิยมไปมาเลเซียไม่น้อย แต่กรณี MH370 จะมีผลทำให้คนจีนเข็ดขยาดกับการไปเที่ยวมาเลเซียไม่น้อยเช่นกัน
จีนทุ่มกำลังเข้าร่วมค้นหาครั้งนี้อย่างคึกคัก และการที่สามารถส่งเรือรบไม่น้อยกว่า 5 ลำและเครื่องบินอีกหลายฝูงเข้าปฏิบัติการครั้งนี้ ตอกย้ำว่าจีนมีสมรรถภาพทางทหารมากกว่าที่ผู้คนเคยรับรู้มาก่อนหน้านี้
คราวนี้จีนเปิดเผยว่า ได้ใช้ดาวเทียมของตนในการช่วยหาข้อมูลจากทางอวกาศด้วย
ต้องถือว่าจีนยอมพูดถึงเรื่องที่แต่ไหนแต่ไรมาถือเป็น “ความลับทางความมั่นคง” เป็นครั้งแรกเช่นกัน
ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กระโดดเข้าร่วมการค้นหาอย่างคึกคัก เหตุเพราะมีการตั้งประเด็นว่า เครื่องบินอาจจะไปตกที่บริเวณทางใต้ของมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกของออสเตรเลีย
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่าท้ายที่สุดแล้ว สหรัฐฯเท่านั้นที่จะเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าพอ ที่จะค้นหาและเอาเครื่องบินขึ้นจากใต้ทะเลได้ (ถ้ามันตกไปในทะเลจริง) หรือจะค้นหา “กล่องดำ” มาได้จริง ๆ
เพราะเมื่อคราวเครื่องบินสายการบิน Air France 447 (เสียชีวิตไป 228 คน) จมลงไปในแอตแลนติดเหนือเมื่อปี 2009 นั้น ก็นำขึ้นจากใต้ทะเลด้วยวิทยาการก้าวหน้าของสหรัฐฯนี่แหละ... และคราวนั้นต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปีจึงจะพบซากเครื่องบินใต้ทะเล
คราวนี้ เริ่มมีคนสงสัยว่า MH370 จะลี้ลับสลับซับซ้อนกว่าหลายเท่า
เพราะแม้แต่ประโยคสุดท้ายจากห้องนักบิน ที่เดิมทางการมาเลเซียถอดเสียงออกมาแล้วบอกว่าคือ “All right, Good night.” อีกสองสัปดาห์ต่อมาก็ถูกเปลี่ยนไปเป็น “Good night, Malaysian three-seven-zero”
มันไม่ปกติแน่นอน






