มีคนจำนวนมากพยายามแสวงหาคำตอบที่เป็นไปได้ต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ว่าจะแปรเปลี่ยนพลิกผันหรือจะต้องเดินหน้า
ไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโดยเฉพาะการเพ่งเป้าไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี และคนใกล้ชิด
แม้ว่าการเลือกตั้งวุฒิสภาจะผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย แต่สิ่งบ่งชี้ความแตกแยกทางความคิดอุดมการณ์มิได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด สิ่งบ่งชี้ที่เห็นได้ชัดและน่าจะเป็นข้อมูลให้พรรครัฐบาลต้องกลับไปคิดเป็นการบ้าน คือ ผลคะแนนที่ทิ้งคู่แข่งอย่างถล่มทลายของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ไม่เพียงสะท้อนความไม่นิยมต่อพรรคหรือคนในความเชื่อของคนส่วนใหญ่ว่าน่าจะสังกัดในเครือข่ายของรัฐบาล ยังเป็นการตอกย้ำถึงการแข่งขันในสนามการเลือกตั้งซ่อมผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้นในอนาคตว่า ใครที่จะเข้ามาเป็นคู่ท้าชิงกับหม่อมราชวงศ์ สุขุมพันธ์ บริพัตร น่าจะต้องทำงานหนักถึงหนักมาก
ถึงกระนั้นก็น่าจะเป็นแรงส่งให้พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์สามารถพิจารณาว่าจะส่งคนลงหรือไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งที่จะมีขึ้นต่อจากนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ขณะที่จะทำให้ผู้สมัคร ส.ส. ในระบบเขต ของพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ ต้องรู้สึกไม่สบายเนื้อตัวกันอย่างที่สุด แม้รายคนจะมีความเชื่อว่าตนเองน่าจะได้รับเลือกเมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อนที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยที่ตีความได้ว่าเป็นโมฆะ
ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย ทำให้บางพื้นที่ถึงมีผู้สมัครแข่งขันก็ไม่ต่างจากตัวประกอบให้พิธีกรรมในกระบวนการเลือกตั้งผ่านพ้นไป นี่คือเครื่องบ่งชี้หลายอย่างที่เชื่อได้ว่า ผู้คนในสังคมวันนี้กำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะ "รักจริงเกลียดจริง" อย่างรุนแรง จึงไม่แปลกที่วันสองวันมานี้ ผมได้เห็นการตรวจตราด่านความมั่นคงที่ถี่ยิบทั้งในช่วงเวลากลางวันและยามค่ำคืน รวมทั้งได้เห็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองขึ้นไปตรวจตราในจุดล่อแหลมต่างๆ มากยิ่งขึ้นกว่าปกติ
สอดคล้องกับสถานการณ์ความรุนแรงที่มีเหตุปัจจัยจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการใช้เครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 อย่างถี่ยิบ การพบแหล่งผลิตวัตถุระเบิดชนิดแสวงเครื่องที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งย่านมีนบุรี ขณะที่ระเบิดและกระสุนปืนแบบมาตรฐาน ก็ถูกยึดได้ล็อตใหญ่ในพื้นที่ชุมนุมของฝ่ายหนึ่งในคู่ขัดแย้งใกล้กับสำนักงาน ป.ป.ช.
และล่าสุดยังมีเหตุซุ่มยิงขบวนรถของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ขณะเดินทางกลับจากชุมนุมแสดงพลังที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 4 ราย
ทั้งหมดนี้คือสัญญาณความรุนแรงที่เกิดขึ้น ขณะที่มวลชนของขั้วสีทางการเมืองอย่าง "คนเสื้อแดง" ก็นัดชุมนุมใหญ่ย่านพุทธมณฑล ในวันที่ 5 เม.ย.นี้ ขณะที่ กปปส.เองก็มีประชุมใหญ่แกนนำในวันเดียวกัน ดูเหมือนสถานการณ์จะนำไปสู่การเผชิญหน้า และหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ยาก
หวังว่า "ความเกรงกลัวที่อาจเกิดเหตุการณ์ม็อบชนม็อบ" ก่อนสงกรานต์ จะไม่ใช่เหตุรุนแรงนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายของผู้คนอย่างเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา รวมทั้งจะไม่มีเหตุแทรกซ้อนที่อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรูปแบบที่ไม่พึงประสงค์ เพราะเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาทางแก้ไขความสุ่มเสี่ยงที่อาจนำไปสู่สิ่งไม่คาดฝันได้ ขอส่งกำลังใจและความรักความปรารถนาดีให้กับผู้คนทุกฝักฝ่ายได้มีความตระหนักถึงชาติบ้านเมืองให้มากเข้าไว้ เพราะจะอย่างไรนี่คือผืนแผ่นดินไทยที่เราต้องอยู่อาศัยร่วมกันไปอีกนาน






