วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

สำหรับผู้ที่มีอาชีพติดตามและคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจอย่างผู้เขียน หากไม่นับเศรษฐกิจไทยที่เสี่ยงต่อวิกฤติจากสงครามกลางเมืองแล้ว

อีกที่หนึ่งที่อาการน่าเป็นห่วงเช่นกันได้แก่เศรษฐกิจจีน โดยไม่ว่าจะมองจากสัญญาณด้านใด ก็บ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการชะลอตัวลงทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณจากภาคการเงิน ที่หลายฝ่ายมองว่าเสี่ยงจาก “ภาคการเงินเงา” (Shadow Banking) ที่เป็นผลมาจากการที่ทางการจีนกดดันให้ดอกเบี้ยภาคการเงินอยู่ในระดับต่ำเกินไป (หรือ Financial Repression) ทำให้ภาคธุรกิจออกตราสารทางการเงิน ทั้งบนดิน เช่น หุ้นกู้ (Debenture) และใต้ดินที่เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่ง” (Wealth Management Product: WMP) อย่างโจ่งครึ่ม โดยในปัจจุบัน เริ่มเห็นสัญญาณของการแตกของฟองสบู่ภาคการเงินเงานี้ ไม่ว่าจะเป็นการเบี้ยวหนี้ครั้งแรกของบริษัทผลิตเซลแสงอาทิตย์ และบริษัทเหมืองถ่านหินในช่วงต้นปี

สอดคล้องกับตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ตัวเลขการส่งออก รวมถึงราคาของแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น ทองแดง สินแร่เหล็ก ซีเมนต์ และถ่านหิน ที่ตกต่ำรุนแรง และเมื่อประกอบกับตัวเลขภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลออีกครั้งหลังจากที่เคยตกต่ำในปี 2555

แต่จุดที่นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายกังวลที่สุดคือการเติบโตของภาคการเงินในภาพรวม ที่มองว่าทิศทางของสินเชื่อ (ตามความหมายกว้าง) นั้นเติบโตรวดเร็วกว่าเศรษฐกิจถึงเกือบ 2 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณของการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เห็นได้จากการลงทุนรวมที่มีขนาดสูงเกือบ 48% ของ GDP บ่งชี้ถึงการลงทุนที่สูงเกินไป (Overinvestment) และจะนำมาสู่วิกฤติเศรษฐกิจในไม่ช้า

แม้จะเคารพในมุมมองเหล่านั้น แต่ผู้เขียนขอเป็นเสียงส่วนน้อยที่เห็นแตกต่าง โดยเห็นว่าสัญญาณของการลงทุนระดับสูงนั้น ไม่ใช่ Overinvestment แต่เป็นการลงทุนที่ผิดที่ผิดทาง (Mal-investment) มากกว่า เพราะแม้ว่าการลงทุนเหล่านั้น บางส่วนจะเป็นการลงทุนที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ (เช่นสร้างตึกใหญ่โตในเมืองที่ยังเป็นชนบท รวมถึงลงทุนในรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น เหมืองถ่านหิน บริษัทผลิตเซลแสงอาทิตย์) แต่หากมองภาพรวมแล้ว จะพบว่าสินทรัพย์ถาวรต่อหัว (Capital Stock per worker) ของจีนเทียบกับรายได้ต่อหัวแล้ว ยังต่ำกว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันอย่างน้อย 3-5 เท่า ดังนั้น หากจีนสามารถผลักดันให้ทรัพยากรไปสู่ภาคที่มีประสิทธิภาพกว่า เช่น ภาคการขนส่ง การบริการด้านสุขภาพ ก็จะทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวยั่งยืน

ในส่วนสถานการณ์ภาคอสังหาฯ ผู้เขียนมองว่าเป็นปัญหาของสถานที่ (Location Mismatch) มากกว่าปัญหาฟองสบู่โดยรวม เนื่องจากความต้องการในที่อยู่อาศัยราคาไม่แพงนักในเมืองใหญ่ๆ ยังมีอยู่สูง ตามกระแสของสังคมเมือง (Urbanisation) ของจีนที่จะยังมีอยู่ต่อเนื่อง แต่ที่อยู่อาศัยในเมืองเหล่านั้นกลับมีราคาแพงจนชนชั้นกลาง รวมถึงแรงงานที่อพยพเข้ามาในเมืองใหญ่ไม่สามารถจ่ายได้ ขณะที่เมืองชนบทกลับมีที่อยู่อาศัยมากเกินความต้องการ ทำให้เกิด “เมืองร้าง” ดังนั้น แนวนโยบายของทางการจีนระยะต่อไปคือต้องจำกัดจำนวนอสังหาฯ ในเมืองเล็ก และสนับสนุนที่อยู่อาศัยราคาถูกในเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น

ในส่วนภาคการเงินนั้น ผู้เขียนมองว่าสถานการณ์ที่ฟองสบู่ภาคการเงินแตก จนมีบริษัทล้มละลายเป็นวงกว้างเหมือนกรณี Lehman Brothers ของสหรัฐนั้นเป็นไปได้ยาก นั่นเป็นเพราะแม้ว่าจีนจะมีการกู้ยืมเงินระดับสูง (ประมาณ 180% ของ GDP สูงกว่าไทยที่ประมาณ 100%) แต่คนจีนก็นิยมออมเงินมากเช่นกัน โดยการออมของครัวเรือนอยู่ในระดับสูงถึงกว่า 50% ของรายได้ และหากเกิดปัญหาในสถาบันการเงินขนาดใหญ่และมีผลกระทบวงกว้าง เป็นไปได้ว่าทางการจีนจะเข้าอุ้มโดยออกพันธบัตรเข้าชดเชย ซึ่งพันธบัตรเหล่านั้นน่าจะขายหมดในระยะเวลาอันสั้นเนื่องจากประชาชนชาวจีนยังคงแสวงหาแหล่งลงทุนที่ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงต่ำอยู่ นอกจากนั้น หนี้สาธารณะที่ไม่สูงนักขณะที่รัฐบาลยังมีศักยภาพในการเก็บภาษีทำให้ผู้เขียนไม่กังวลกับปัญหาภาคการเงินจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าในปีนี้เราอาจเห็นการล้มละลายของบริษัท รวมถึงสถาบันการเงินขนาดเล็กที่ทำธุรกิจสุ่มเสี่ยง เนื่องจากจะเป็นสัญญาณให้ผู้บริหารจะต้องทำธุรกิจอย่างรอบคอบมากขึ้นในอนาคต นอกจากนั้น เราอาจเห็นการลดการสนับสนุนในธนาคารขนาดใหญ่ รวมถึงส่งเสริมให้ธนาคารขนาดเล็กดำเนินธุรกิจโดยอิสระมากขึ้น รวมถึงผลักดันให้ดอกเบี้ยตลาดการเงินเริ่มสูงขึ้น อันเป็นการเปิดเสรีภาคการเงินของจีนขึ้นทีละน้อย

ทั้งนี้ การเปิดเสรีภาคการเงินจีนนั้นรวมไปถึงการที่ทางการจีนเริ่มผลักดันให้เงินหยวนอ่อนค่าลง และขยายช่วงอัตราแลกเปลี่ยนให้เคลื่อนไหวโดยอิสระมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวจะทำให้เงินหยวนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ขณะที่ในระยะสั้นเงินหยวนที่อ่อนค่าจะเป็นส่วนช่วยให้รายได้จากการส่งออกมากขึ้น บรรเทาผลกระทบด้านลบจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวได้ โดยเราอาจเห็นการอ่อนค่าของเงินหยวนต่อเนื่องในช่วงที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ

กล่าวโดยสรุป ผู้เขียนเห็นว่าแม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอลงในระยะใกล้ แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพราะจีนกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตาม ช่วงการเปลี่ยนผ่านนั้นไม่ง่ายและใช้เวลา ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจจีนในระยะต่อไปผันผวนและเต็มไปด้วยความเสี่ยง นักธุรกิจ นักลงทุน รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย โปรดพึงระวัง