MH370 หายไปไหน? ทฤษฎีหลุดโลกก็เริ่มมีคนเชื่อ

โต๊ะข่าว Convergent Newsroom ของเรา ประชุมเรื่อง "เที่ยวบินปริศนา MH370" ตลอดทุกช่วงเวลา
และเมื่อวิเคราะห์ทฤษฎีความเป็นไปได้ ของการหายไปของเครื่องบิน Boeing 777-200 ของสายการบินมาเลเซียลำนี้ทุกแง่ทุกมุมแล้ว ก็ยอมรับถึงความลี้ลับมหัศจรรย์ที่ไม่เคยได้พบได้เห็นมาก่อน
ทฤษฎีต่างๆ ที่เรานำมาวางบนโต๊ะมีมากมายหลากหลาย
ขณะนี้ดูเหมือนว่า จะตัดเรื่อง "อุบัติเหตุ" ออกไปแล้ว เพราะเครื่องบินออกนอกเส้นทางมากจนเกินกว่าจะเป็นเรื่องความผิดปกติธรรมดา
จึงหันมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการจี้เครื่องบิน อัตวินิบาตกรรมของนักบิน และ ทฤษฎี "สมรู้ร่วมคิด" (conspiracy theory) ที่อาจจะ "หลุดโลก" ออกไปเลย เช่น เรื่องที่ คุณทนง ขันทอง บรรณาธิการอาวุโสของเครือเนชั่น นำมาเล่าต่อบนโต๊ะข่าวของเราเมื่อวานนี้ ภายใต้หัวข้อ "มือฉกเครื่องบินกลางอากาศตัวจริง" ทฤษฎีนี้มีเรื่องราวน่าทึ่งอย่างนี้
Gordon Duff อดีตทหารผ่านศึกเวียดนาม และบรรณาธิการอาวุโสของ Veterans Today ออกมาแฉว่าในขณะที่คนทั่วไปถูกหลอกให้เชื่อว่า MH370 ตกที่ทะเลจีนใต้ หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น CIA หรือ North American Aerospace Defence Command มีการเฝ้าติดตามเส้นทางการบินของเครื่องบิน Boeing777-200 ลำนี้ อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่กำลังบินอยู่กลางอากาศ และรู้แม้กระทั่งว่าผู้โดยสารโดนฆ่าตายอย่างไร เครื่องบินลงจอดที่ไหน อย่างไร มีการเติมน้ำมันใส่ในเครื่องบิน แล้วก็บังคับเครื่องบินขึ้นไปบนท้องฟ้าใหม่ ก่อนที่จะให้เครื่องบินตกลงทะเลที่แถวๆ แอนตาร์กติกา หรือขั้วโลกใต้
นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ Rolls Royce ของ อังกฤษ ผู้ผลิตเครื่องยนต์ก็เฝ้าติดตามการบินของ MH370 อยู่ตลอดเวลา ผ่านระบบสื่อสารดาวเทียมโดยเฉพาะที่สามารถตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์ Rolls Royce Trent Engines อย่างละเอียดทุกวินาทีของการทำงานของเครื่องยนต์ในขณะที่ทำการบิน
หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal เป็นฉบับแรกที่รายงานว่า MH370 ยังคงบินต่อไปอีกอย่างน้อย 4-5 ชั่วโมง หลังจากมีการปิดเรดาร์และระบบสัญญาณสื่อสารของเครื่องบิน แต่ระบบที่ปิด (disable) ไม่ได้ คือ ระบบสื่อสารของ Rolls Royce ที่มีการติดตั้งระบบเฉพาะของตัวเอง เพื่อช่วยในการติดตามเครื่องบินที่ใช้เครื่องยนต์ Rolls Royce Trent Engines
เครื่องบินลำใดที่ใช้เครื่องยนต์ของ Rolls Royce ไม่ว่าจะบินไปที่แห่งหนตำบลใด Rolls Royce จะมีหูมีตาล่วงรู้ไปหมด รู้แม้กระทั่งว่าในขณะที่ทำการบิน เครื่องยนต์ด้านซ้ายและด้านขวาของเครื่องบินกำลังทำงานด้วยสมรรถภาพอย่างไร ในกรณีที่เครื่องยนต์ทำงานผิดปกติ เจ้าหน้าที่ของ Rolls Royce สามารถล่วงรู้และตรวจสอบได้ทันที และแจ้งเตือนภัย หรือหาวิธีการแก้ไขช่วยเหลือให้กับกัปตันที่กำลังทำการบินอยู่ได้
เพราะฉะนั้น ทางสหรัฐและอังกฤษ น่าจะรู้เรื่องดีที่สุด ว่า MH370 อยู่ตำแหน่งใด บินทั้งหมดกี่ชั่วโมง บินไปไหน และที่สำคัญที่สุดลงจอดที่ไหน แต่ปรากฏว่าหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศกลับนิ่งเงียบ ปล่อยให้สื่อกระแสหลักรายงานข่าวเท็จ ข่าวลวง และข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับการสูญหายของเครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คน
Gordon Duff เชื่อว่า Boeing777-200 เป็นเครื่องบินที่ใช้ระบบ "fly by wire" ที่มีระบบการควบคุมติดตั้งภายใน เพื่อว่า CIA สามารถที่จะ "เทคโอเวอร์" หรือเข้าไปควบคุมเครื่องบินในกรณีฉุกเฉิน
ในปี 2006 Boeing ประกาศว่าได้จดสิทธิบัตรในสหรัฐ ว่า เป็นผู้คิดค้นระบบที่สามารถจะควบคุมการบังคับเครื่องบินทุกอย่างจากนักบิน เพื่อว่าสามารถบังคับให้เครื่องบินลงไปจอด ณ จุดหรือสนามบินที่ต้องการได้
ระบบนี้ เรียกว่า uninterruptible autopilot system ซึ่งจะทำให้หน่วยงานรัฐบาลอย่าง CIA สามารถ "เทคโอเวอร์" หรือควบคุมเครื่องบินได้โดยผ่านสัญญาณวิทยุหรือดาวเทียม ในกรณีที่เครื่องบินถูก hijack โดยผู้ก่อการร้าย หรือ สลัดอากาศ โดยที่ผู้ก่อการร้าย หรือกัปตันนักบินไม่สามารถบังคับเครื่องบินได้ หรือไม่สามารถสั่งนักบินให้บินไปตามที่ตัวเองสั่ง เพราะว่าระบบโดนควบคุมทุกอย่างผ่านรีโมตคอนโทรลจากข้างนอก
Gordon Duff อ้างแหล่งข่าวบอกว่า Boeing777 โดนควบคุมให้บินออกนอกเส้นทาง และถูกนำพาขึ้นชนเพดานการบินที่อันตรายระดับ 45,000 ฟุต เป็นเวลา 45 นาที เพื่อลดแรงกดดันในตัวเครื่องบิน อากาศเบาบางลง จนผู้โดยสารหายใจแทบไม่ออก ออกซิเจนฉุกเฉินบนเครื่องบินถูกใช้หมด และผู้โดยสารน็อคตายหมดทุกคนในช่วงเวลานี้
จากนั้น เครื่องบินลงจอดที่ Diego Garcia ฐานทัพลับของสหรัฐในมหาสมุทรอินเดีย มีการเติมน้ำมันใส่เข้าไปใน Boeing777 ศพคนตายโดนขนย้ายออกจากเครื่องบินเอาไปกำจัด จากนั้นก็มีการนำเครื่องบินขึ้นไปบนท้องฟ้าใหม่ โดยจุดหมายปลายทางสุดท้าย คือ ขั้วโลกใต้ เพื่อให้เครื่องบินตกและสูญหายที่นั่น
ฟังดูเหลือเชื่อนะครับ แต่ในเมื่อไม่มีข้อมูลอะไร ที่จะทำให้คนทั้งโลกเชื่อไปทางใดทางหนึ่ง และทฤษฎีปกติทั้งหมดไม่สามารถยืนยันด้วยหลักฐานใดๆ อะไรๆ ที่ "หลุดโลก" ก็มีคนเริ่มจะเชื่อขึ้นมาแล้ว!







