หรือว่า เศรษฐกิจไทยที่ยังสามารถขับเคลื่อนได้ในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการ "กินบุญเก่า" ที่สั่งสมมาในอดีต
ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส โฆษกของธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่าความจริงแล้วถือว่าเศรษฐกิจไทยยังพอมีศักยภาพอยู่บ้าง ที่ทำให้มีแรงเดินหน้าไปได้ในปีนี้ ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์หลายตัวกำลังเครื่องดับ ทั้งในภาคการลงทุนเอกชนและรัฐบาล รวมถึงการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคที่อยู่ในอัตราติดลบ ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงที่ต่อเนื่องตั้งแต่ปีก่อน จนมาบรรจบกับผลกระทบของความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ ทำให้ภาพเศรษฐกิจไทยระยะสั้นน่าเป็นห่วงและเสี่ยงต่อขาลง ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงินจึงเน้นในทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่สำหรับระยะปานกลางจนถึงระยะยาวแล้ว ยังคงต้องเน้นเรื่องดูแลเสถียรภาพเป็นหลัก โดยยังมีความหวังอยู่ที่การส่งออกจะเป็นปัจจัยเดียวที่เหลืออยู่ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น กำลังฟื้นตัว
วิกฤติทางการเมืองไทย ที่มีแต่รัฐบาลรักษาการกลายเป็นสุญญากาศการเมือง มีแนวโน้มที่อาจจะลากยาวไปจนถึงครึ่งหลังปีนี้ โดยยังมองไม่เห็นทิศทางชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ได้ในวันใด หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์เป็นโมฆะนั้น ย่อมส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่บริหารประเทศได้จริง ต้องลากยาวออกไปเช่นกัน ทำให้หลายคนเป็นห่วงว่าปัญหาวิกฤติทางการเมืองหากปิดเกมไม่ได้ในเร็ววันนี้ ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างระยะยาว โดย ดร.วิรไท สันติประภพ นักวิชาการอิสระ ยอมรับว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ เพราะมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายตามโครงการประชานิยมของรัฐบาล แต่ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา ในที่สุดมีสต็อกข้าวเหลือมากถึง 17 ล้านตัน ยิ่งนำออกขายในตลาด ราคาก็ยิ่งลดลง ขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มมีสัญญาณอ่อนตัวลงตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว
วิกฤติทางการเมืองยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เป็นตัวหล่อเลี้ยง ทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวที่หดตัวลง รวมทั้งปัญหาการขาดรายได้ของชาวนาตกต่ำลง จากการที่ไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวจากรัฐบาล ซึ่งล้วนแต่กระทบต่อกำลังซื้อในประเทศให้อ่อนแอลง แรงส่งทางเศรษฐกิจหมดลงทุกตัวในปีนี้ แม้ว่าจะเหลือเพียงส่งออกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นบวก 5% แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศอีกหลายอย่าง เช่น เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวในประเทศพัฒนา เริ่มมีการย้ายฐานการผลิตดึงเม็ดเงินดอลลาร์กลับ ประกอบกับกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่ในช่วงวิกฤติ ทำให้กำลังซื้อจากกลุ่มประเทศพัฒนาอาจจะไม่เกิดขึ้นอย่างที่เราคาดหวัง นอกจากนี้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงกลุ่ม BRICS ชะลอตัวเพราะว่าเกิดปัญหาโครงสร้างเงินทุนจากดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลปริมาณสูง การปล่อยสินเชื่อที่ส่งผลให้เกิดฟองสบู่ในบางสาขาเศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดการขาดสภาพคล่องทางการเงิน และการผิดนัดชำระหนี้ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย ที่พึ่งพาตลาดจากกลุ่มนี้สูงถึง 50% อาจไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ เศรษฐกิจที่เป็นปัญหาระยะสั้นกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะกรณีหนี้สินของชาวนาระยะสั้นกลายเป็นบุคคลล้มละลายเป็นปัญหาในระยะยาว หรือธุรกิจที่มีสายป่านทางการเงินช่วงสั้น ไม่สามารถขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น กระทบต่อความสามารถแข่งขันในตลาดโลก โดยที่สินค้าไทยที่ผลิตได้กลายเป็นสินค้าตกรุ่นแล้ว สุดท้ายศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ จะถูกบั่นทอนเพราะปัญหาการเมืองและคอร์รัปชัน ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต






