น่าเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะเมื่อทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะงวดเข้ามาจนทำให้ภาพของความเปลี่ยนแปลงปรากฏชัดเจนมากขึ้น
ได้เริ่มทำให้ “การต่อสู้ทางการเมือง” เข้มข้นมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายได้แสดงตนเองว่าพร้อมจะกระโดดลงสู่ “สมรภูมิ” อย่างชัดเจนด้วยการท้าทายและการตอบโต้ด้วยการประกาศใช้ความรุนแรงมากขึ้น
พร้อมๆ ไปกับการท้าทายและการตอบโต้กัน ก็เกิดจุดของการใช้ความรุนแรงขึ้นหลายจุด การวางระเบิดในหลายพื้นที่ การยิงและปาระเบิดบ้านแกนนำของแต่ละฝ่ายเกิดมากขึ้น จนทำให้สถานการณ์ดูรุนแรงและเลวร้ายมากขึ้น
หากลองอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวในอีกด้านหนึ่งก็อาจจะอธิบายได้ว่าการขับเคี่ยวทางการเมืองที่เน้นการระดมมวลชนให้ออกมาสนับสนุนกลุ่มตนเองกำลังอยู่ในสภาวะ “ขาลง” ทั้งสองฝ่าย ดังจะเห็นได้ว่ามวลมหาประชาชนอ่อนล้ามากขึ้น ประชาชนเข้าร่วมน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน การระดมพลคนเสื้อแดงเองก็ไม่มีจำนวนมากอย่างที่คาดหวังด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น แกนนำระดับหมู่บ้านหรืออำเภอไม่ได้จ่ายค่าน้ำมันในการเดินทางเท่าที่รับมา (เสียงครหาจากพี่น้องเสื้อแดงแจ๋ที่ผมไปพบมาในหลายจังหวัด) จนต้องหาทางออกด้วยการเปลี่ยนเอา "รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์" มาเป็นแกนนำ
หากเป็นจริงตามที่ผมเดาก็หมายความได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการที่จะหลุดพ้นจากปลักความขัดแย้งของกลุ่มชนชั้นนำ เพราะคงจะมองเห็นแล้วว่าการต่อสู้ที่ดึงพวกเขาเข้าไป "ตายแทน" นั้นไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสังคมโดยรวม ผมเคยเขียนบทความที่กล่าวไว้ว่าการเมืองมวลชนในวันนี้ไม่ใช่การเมืองของประชาชน แต่เป็นการเมืองใต้เงาอำมหิตของชนชั้นนำ โดยหวังว่าประชาชนจะ “ตาสว่าง” จากการครอบงำทางอารมณ์ของกลุ่มชนชั้นนำ แต่ในวันนี้ ด้วยสถานการณ์ที่ยืดเยื้อทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าได้ทำให้ประชาชนตื่นขึ้นมาเอง
ด้วยเหตุที่ประชาชนเริ่มถอยห่างและเป็นผู้ยืนดูการต่อสู้มากกว่าที่จะเข้าไปร่วมเองอย่างเดิมหรืออย่างที่ชนชั้นนำทั้งสองฝ่ายเรียกร้อง แกนนำของทั้งสองฝ่ายจึงใช้ประเด็น “การท้าทาย” อีกฝ่ายหนึ่งให้แรงมากขึ้น พร้อมกับประกาศว่าจะ “ตอบโต้” ฝ่ายตรงกันข้ามด้วยความรุนแรง
การเลือกประเด็น “การท้าทายและการตอบโต้” จึงเป็นทางเลือกในการระดมมวลชนและ/หรือเก็บมวลชนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะ “การท้าทายและการตอบโต้” เป็นกระบวนการการสร้างอารมณ์ความรู้สึกร่วมของการเป็นพวกเดียวกันและการแยกคนอีกกลุ่มเป็นฝ่ายตรงกันข้ามได้ชัดเจนที่สุด
กระบวนการสร้าง “อารมณ์” ด้วยการท้าทายและการตอบโต้ที่เกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่ายจะประสบผลสำเร็จในวงกว้างหรือไม่ เช่น สามารถระดมคนมาร่วมเป็นแสนคน ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าจะได้ผลอย่างที่คาดกันไว้ เพราะชนชั้นนำใจอำมหิตทั้งสองฝ่ายได้เปิดไต๋ของตนเองออกมามากจนประชาชนเริ่มไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวด้วยอุดมการณ์เหมือนเมื่อก่อนไม่ว่าจะเป็น ปีพ.ศ. 2535 หรือเมื่อสี่ห้าเดือนก่อน
การก่อเหตุความรุนแรงเป็นจุดๆ ทั่วประเทศน่าจะเป็นสองลักษณะ ได้แก่ การเกิดขึ้นเอง (spontaneous) ของแกนนำที่รู้สึกว่าต้องทำอะไรที่รุนแรงเพื่อแสดงพลังในยามที่รู้อยู่ว่ากำลังอ่อนแอ อีกลักษณะหนึ่ง ก็คือ อารมณ์ที่รู้สึกว่ากลุ่มตนกำลังเพลี่ยงพล้ำจึงแสดงออกอย่างเต็มที่เพื่อความสะใจของตนเอง ผมคิดว่ากลุ่มสีแดงที่พยายามไปปลดป้ายประกาศหน้ากระทรวงสาธารณสุขอยู่ในลักษณะที่สองนี้
ดังนั้น หากไม่มีการจุดชนวนที่กระทบอารมณ์ความรู้สึกกันจริงๆ แล้ว มวลชนทั้งสองฝ่ายน่าจะค่อยๆ ถอยออกห่างและรอเวลาเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยมากกว่า ผมสงสัยและอยากรู้จริงๆ ว่าความพยายามจะจุดประเด็นอารมณ์ความรู้สึกด้วยประเด็นการตัดสินการเลือกตั้งวันที่ 2 เป็นโมฆะของศาลรัฐธรรมนูญ นั้น จะมีผลต่อผู้คนมากน้อยสักเพียงใด เพราะนี่เป็นประเด็นใหญ่และสำคัญ หากคนร่วมไม่มากนักโดยมีเฉพาะพวกฮาร์ดคอร์แล้วก็หมายความได้ว่าประชาชนกำลังถอยจากการเมืองมวลชนบนท้องถนน
ผมคิดว่าคนจำนวนมากกว่าทุกฝ่ายกำลังวาดหวังให้ทุกอย่างจบลงแล้วเดินเข้าสู่ระบบ
ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลรักษาการมีโอกาสและความสามารถที่จะเลือกเล่มเกมการเมืองที่จะมีประโยชน์แก่พรรคของตนได้มากกว่า เช่น การสละนายกรัฐมนตรีรักษาการนี้เสีย เพราะอย่างไรเธอก็ควรจะรับผิดชอบกับการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของนโยบายจำนำข้าว (ต้องบอกว่าต้องแยกระหว่างการช่วยชาวนาที่ถูกกดขี่มานาน กับ นโยบายที่ล้มเหลวนะครับ หากคิดรวมกันก็ต้องหนุนช่วยนโยบายเฮงซวยนี้อย่างสีข้างถลอก อย่าไปคิดว่าการรักษายิ่งลักษณ์เท่ากับการรักษาประชาธิปไตยนะครับ ปล่อยให้ยิ่งลักษณ์เธอพูดไปคนเดียวก็พอแล้ว)
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็มีโอกาสที่จะกลับมามีคะแนนเพิ่มมากขึ้นได้ด้วยการประกาศลงเลือกตั้งครั้งใหม่และประกาศว่าหากได้รับเลือกตั้งมาไม่พอเป็นรัฐบาล ก็จะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่มีมา รวมทั้งอาจจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคเสียก็ได้เพื่อจะได้ให้คนมองเห็นภาพใหม่ของประชาธิปัตย์ เพราะอภิสิทธิ์ช้ำเกินกว่าที่จะนำพาพรรคไปสู่อนาคตได้
ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นความพยายามอธิบายปรากฏการณ์การตอบโต้และท้าทายของทั้งสองฝ่ายด้วยการมองโลกในแง่ดี (คนเขาว่ากันว่าเป็นการมองแบบ “โลกสวย”) แต่ก็หวังไว้ว่าสังคมไทยน่าจะมีทางออกทีดีกว่าจะฆ่ากันเองอีกครับ






