การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาในกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีข้อสรุปที่สำคัญๆ ดังนี้ หนึ่ง ธนาคารกลางสหรัฐเลิกพูดถึงเป้าหมายการว่างงาน
ที่ 6.5% ที่ตั้งไว้ เนื่องจากในปัจจุบันอัตราการว่างงานได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมาต่อเนื่องยาวนาน ทั้งนี้ มีคาดการณ์ว่าในปี 2557 อัตราการว่างงานของสหรัฐจะอยู่ที่อัตรา 6.1-6.3% และลดลงเหลือ 5.6-5.9% ในปีหน้า สอง ยังยืนที่จะคงเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ไม่เกิน 2% สาม ธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับลดวงเงินที่จะเข้าซื้อตราสารหนี้หรือพันธบัตรลงอีกเดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 55,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่สามจากวงเงินเริ่มต้น 85,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน การลดวงเงินที่จะซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐ หมายถึงลดปริมาณการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และประการสุดท้าย คือยังคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารกลางไว้ที่ 0-0.25%
คำถามที่นักลงทุนและนักการเงินสนใจมากก็คือ แล้วเมื่อไรจึงจะมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ซึ่งจากคำแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางคนใหม่ได้ใช้คำว่า จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในอัตราปัจจุบันไปอีกระยะหนึ่ง "considerable period" เป็นเวลาอีกประมาณ 6 เดือนภายหลังยุติการซื้อพันธบัตร แต่ทั้งนี้จะยังขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ธนาคารกลางจะได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป อย่างไรก็ตาม ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐเป็นขาขึ้น ที่มีการคาดการณ์กันว่าจะมีการปรับขึ้นไปเป็นประมาณ 1% ภายในสิ้นปี 2558 และอาจจะขึ้นเป็น 2.25% ณ สิ้นปี 2559 ซึ่งทิศทางขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และ ทองคำลดลง ภายหลังผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ
ผลการประชุมดังกล่าวนั้นอยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจว่าสหรัฐอเมริกาจะเติบโตได้ในอัตรา 2.8-3.0% นี้ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5-1.6% ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวนับว่าเป็นระดับที่ดีและสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของสหรัฐอเมริกา อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจยุโรปจะฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยมายาวนานจากวิกฤติหนี้สาธารณะที่เริ่มจากประเทศกรีซและลุกลามไปยังสหภาพยุโรปอื่นๆ เริ่มทรงตัวและกระเตื้องดีขึ้น ตลอดจนประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ก็ยังเติบโตได้ดี และแม้จีนจะปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจมาอยู่ที่ 7.5% แต่ก็เป็นอัตราการเติบโตที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน จากที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรงในระดับเลขสองหลักมายาวนานจนก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น ภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ หรือการปรับสูงของค่าแรงในหลายๆ เขต เป็นต้น
จากคาดการณ์เศรษฐกิจโลกก็น่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่สำหรับประเทศไทยแล้วจะเห็นว่า เศรษฐกิจไทยจะยังคงมีความเสี่ยงสูงว่าจะเติบโตได้ในอัตราที่ต่ำ ที่คาดการณ์กันว่าจะขยายตัวได้เพียงอัตรา 2-3% ซึ่งต่ำกว่าระดับเติบโตปกติที่ควรจะได้ร้อยละ 4-5% ต่อปี และทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่คณะกรรมการนโยบายการเงินในการประชุมครั้งล่าสุดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง 0.25% และยังมีแนวโน้มว่าอาจจะถูกปรับลดลงได้อีกหากเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ ซึ่งสวนทางกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยโลกที่เป็นขาขึ้น
การชุมนุมของมหาชนที่เป็นอยู่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น แต่สาเหตุหลักของเศรษฐกิจที่อ่อนแอเกิดจากความผิดพลาดของการบริหารเศรษฐกิจ นับตั้งแต่โครงการรับจำนำข้าว ที่แม้ว่าจะมีการกู้เงินจำนวน 500,000 ล้านบาท ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของการดำเนินการแล้วก็ตาม แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพที่ยังคงมีการติดค้างเงินค่าข้าวของชาวนาอยู่อีกถึงประมาณ 100,000 ล้านบาท และครอบคลุมชาวนา 700,000-800,000 ครอบครัว หรือโครงการรถคันแรกที่ทำให้กำลังซื้อของประชาชนหดหายไป ซึ่งความผิดพลาดและความเสียหายดังกล่าวจะต้องมีการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่าว่าแต่ความเสียหายจะเกิดขึ้นนับแสนๆ ล้านบาท แม้ความเสียหายจะเป็นเพียงหลักร้อยบาทพันบาทก็ต้องมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งในกรณีของโครงการรับจำนำข้าวที่มีชาวนาฆ่าตัวตายไปแล้ว 13 ราย แต่ยังไม่มีผู้ใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ยังมีอีกหลายกรณี เช่น โครงการกู้เงิน 350,000 ล้านบาทสำหรับการบริหารจัดการน้ำ หรือโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่มีคำวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญว่าทั้งกระบวนการออกกฎหมายและวิธีการจัดทำโครงการและจัดหาเงินมาลงทุนที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้การลงทุนในโครงการในบางส่วนที่ควรจะเดินหน้าได้กลับถูกดึงให้ล่าช้าด้วยการนำเอาโครงการที่ไม่มีความพร้อมไปผูกรวมกับโครงการที่ควรเดินหน้าได้ รัฐบาลรักษาการน่าจะมีสำนึกและแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศและประชาชน ที่จะต้องพิจารณาตัวเอง






