วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หมอกควันกับนโยบายที่ต้องแตกต่าง

ในช่วงระยะที่เพิ่งผ่านมานี้ประชาชนที่อยู่ในเขตบางนา ประเวศ บึงกุ่ม คงได้รับผลกระทบจากอากาศเสียและหมอกควันจากกองขยะที่ตำบลแพรกษาไม่น้อย

และน่าจะเป็นแสนคน ในขณะที่ประชาชนอีกนับล้านในภาคเหนือตอนบนก็ต้องผจญกับหมอกควันจากการเผาป่าและทำการเกษตรเพื่อลงพืชผลในฤดูใหม่ หมอกควันเหล่านี้ นอกจากจะบดบังวิสัยทัศน์แล้วยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นต้นกำเนิดมลพิษทางอากาศ ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ไฮโดรคาร์บอน โอโซนและฝุ่นละออง สารเหล่านี้และฝุ่นละอองขนาดเล็ก เมื่อเข้าไปถึงถุงลมในปอดและค้างอยู่ข้างในจะทำให้เกิดโอกาสที่เป็นโรคมะเร็งและโรคทางเดินหายใจเรื้อรังได้น่าสงสารคนไทย นอกจากบรรยากาศการเมืองจะอึดอัดอึมครึมแล้ว บรรยากาศด้านสิ่งแวดล้อมยังเลวร้ายอีกด้วย

หมอกควันทั้ง 2 แหล่ง มีที่มาและสาเหตุต่างกัน จึงควรมีนโยบายแก้ไขที่ต่างกันด้วยแต่เราใช้วิธีแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น คือพ่นน้ำเหมือนกัน มองปัญหาว่าเป็นปัญหาไฟไหม้ แต่แท้ที่จริงแล้วที่ใหญ่กว่าคือ ปัญหาการจัดการที่ไร้ระบบ และไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

เนื่องจากเรามิได้มีระบบคัดแยกขยะ จึงมีปัญหาใหญ่ๆ 3 ประการคือ 1) ผู้บริโภคทิ้งขยะทุกอย่างให้ อปท. จัดการ ไม่มีการคัดแยกขยะการกำจัดขยะที่หละหลวมไม่มีการควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานทำให้ขยะหลายส่วนที่นำไปทิ้งเป็นเชื้อเพลิงรอวันไหม้ 2) ขยะบางตัว (เช่นถุงพลาสติก) ซึ่งปกติแล้วเราจะจัดว่าเป็นขยะทั่วไปที่ไม่ใช่ขยะอันตรายหรือขยะพิษ แต่ถ้าไหม้โดยไม่ได้มีการควบคุมแล้ว จะกลายเป็นการสร้างมลพิษทางอากาศ 3) เนื่องจากขาดการคัดแยกขยะอันตรายจากชุมชนจึงอาจมีขยะอันตราย เช่น กระป๋องสารเคมีกำจัดยุงและแมลงสาบ หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ แบตเตอรี่ ฯลฯ ผสมปนเปอยู่ เมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วเราก็ไม่มีข้อมูลเนื่องจากขาดการจัดการบ่อขยะที่ดีจึงไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างอยู่ในบ่อ การเอาน้ำดับไฟก็ยังเป็นเรื่องโต้เถียงกันในเชิงวิชาการ เพราะอาจกลายเป็นการเพิ่มการชะล้างสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งในบ่อที่ไม่มีการกันซึมก็จะรั่วไหลลงไปสู่แหล่งน้ำทั้งบนดินและน้ำใต้ดินเป็นผลเสียต่อคุณภาพน้ำไปด้วย หากใช้น้ำจำนวนมากไปดับอาจไปเร่งการลุกไหม้จากกระบวนการ aerobic decompositionและยังอาจไปเร่งปฏิกิริยาให้เกิดก๊าซที่เป็นเชื้อไฟมากขึ้น ในกรณีที่ก่อให้เกิดมลพิษถึงขั้นอันตรายจนต้องอพยพประชาชนดังที่เกิดขึ้นแล้ว ควรคิดหาวิธีอื่นๆ เช่น ใช้ทราย โฟม ในการดับ (http://www.scsengineers.com/LFG_Projects/lfgfirecontain.html)

ในขณะนี้ อบต. เล็กๆ รอบนอกรับผิดชอบการจัดการบ่อขยะที่รับขยะและของเสียที่อาจมาจากเมืองใหญ่ เพราะเมืองใหญ่ต้องหาที่ทิ้งขยะนอกเมือง ขยะจากเมืองก็ไปเป็นบุญหล่นทับ อบต. เล็กๆ ที่เห็นว่าจะได้รายได้เพิ่ม แต่ไม่ช้าไม่นานก็จะเริ่มรู้ว่าเป็นกรรมหล่นทับมากกว่า การจัดการขยะที่ถูกต้อง ต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาล กฎหมายสหรัฐฯ บังคับให้บ่อขยะต้องมีการจัดเก็บและกำจัดก๊าซไม่ให้บ่อขยะกลายเป็นแหล่งเก็บกักเชื้อเพลิง ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ความรู้ว่าสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้มีกฎหมายห้ามการนำเศษอาหารไปกำจัดในหลุมฝังกลบ เพื่อลดการเกิดก๊าซมีเทนซึ่งเป็นทั้งเชื้อเพลิงและก๊าซเรือนกระจก

การจัดการหมอกควันในเมืองจากขยะต้องอาศัยองค์กรที่มีความรู้มากกว่า อบต. เล็กๆ เช่นให้ อบจ.โดยให้มีกรมควบคุมมลพิษเป็นพี่เลี้ยง การมอบหน้าที่ให้ อบต. ไปเก็บและกำจัดขยะกลายเป็นภาระที่ใหญ่เกินควร และควรปรับแก้ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 ให้ อปท. มีการคัดแยกขยะชุมชน และให้แยกเอาขยะอันตรายไปให้ อบจ.หรือหน่วยงานพิเศษจัดการ ทั้งนี้รัฐบาลควรเร่งรีบออก พ.ร.บ.การจัดการขยะอันตรายจากชุมชน ให้มีระบบจูงใจเรียกคืน มีระบบคัดแยก ซึ่งมีการร่างมาหลายปีแล้ว ถ้ายังเห็นชีวิตประชาชนสำคัญ ก็ควรผลักดันให้สุดซอยเสียที

สำหรับหมอกควันในภาคเหนือเกิดจากสังคมเกษตรกรรมและสังคมที่พึ่งพาป่าไม้ในการดำรงชีพในที่สูง การเผาเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด เพื่อกำจัดเศษพืชก่อนเพาะปลูก การให้ลดกิจกรรมการเผาโดยไม่มีทางเลือกในการครองชีพโดยวิธีอื่นจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แรงจูงใจด้านรายได้จากการปลูกพืชพาณิชย์ชนิดเดียว โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มีบริษัทเอกชนเข้ามาส่งเสริมอย่างครบวงจรทั้งเมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต และเป็นตลาดรับซื้อผลผลิต ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ปลูกขึ้นไปบนเขาและพื้นที่สูง รวมทั้งเข้าไปในเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ นโยบายประกันราคาข้าวโพดของรัฐบาลทำให้ราคาพืชผลดีขึ้นก็ยิ่งทำให้แรงจูงใจนี้สูงขึ้นไปอีก นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ป่าเป็นที่ที่ตนเองไม่มีกรรมสิทธิ์ ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ออกไปวันไหน จึงไม่สามารถเลือกการปลูกไม้ยืนต้นมีค่าทางเศรษฐกิจแทนการปลูกพืชไร่

การแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่เกษตรต่างจากเมืองโดยสิ้นเชิง คือต้องจัดการ 2 ทางทั้งจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบนการจัดการระดับชาติที่ใช้อยู่ก็คือการยกเลิกแรงจูงใจจากการประกันราคา (ตลอดไป) ส่วนนโยบายระดับชาติที่ห้ามเผาในช่วง 90 หรือ 100 วันอันตราย ก็เป็นคำสั่งที่ไร้ผลเพราะชาวบ้านในพื้นที่สูงขาดทางเลือกอื่นในระยะสั้น ต้องแก้ไขโดยการจัดระเบียบการเผาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อลดการสะสมของเชื้อเพลิงในป่า และการกำหนดช่วงเวลาของการเผาเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อปัญหาหมอกควันในช่วงวิกฤตของเดือนมีนาคมทุกปี โดยให้สัมพันธ์กับระบบภูมินิเวศน์และวิถีชีวิตของชุมชนในแต่ละพื้นที่ มีตัวอย่างของชุมชนและ อปท. หลายแห่งที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา จึงควรมีการขยายบทเรียนของการปฏิบัติที่ดีเหล่านี้ไปยังชุมชนและ อปท. อื่นๆ

นอกจากนี้ควรพิจารณาอนุญาตให้ประชาชนหรือชุมชนใช้ประโยชน์ในที่ดินซึ่งหมดสภาพจากการเป็นพื้นที่ป่าไม้ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าให้เกษตรกรต้องปลูกไม้ยืนต้น แทนที่จะอิงกับระบบการปลูกพืชไร่เชิงพาณิชย์ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเผาดังเช่นปัจจุบัน และควรรับรองกฎระเบียบที่ชุมชนท้องถิ่น หรือเครือข่ายลุ่มน้ำจัดทำขึ้นและยอมรับร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันได้ตามสภาพจริง

การแก้ปัญหาหมอกควันที่ปลายเหตุ (เอาน้ำไปพ่น เอาหน้ากากใส่ชั่วคราว) เป็นวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมสำหรับเมื่อ 3 ทศวรรษที่แล้ว ซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมยังเป็นปัญหาเล็กๆ นานๆ เกิดครั้ง แต่ทุกวันนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนับวันก็จะขยายวงกว้างขึ้น ถี่ขึ้น การแก้ไขต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือพฤติกรรมมนุษย์ และ อปท. ให้ทุกฝ่ายมีวินัยในการแยกขยะ มีวินัยในการชิงเผาและร่วมมือทำโปรแกรมการเผา ทั้งหมดนี้ถ้ารัฐบาลไม่เป็นอันทำงานมัวพะวงแต่เรื่องหาเสียงกับประชาชนและความขัดแย้ง ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยก็จะกลายเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ อนาคตสิ่งแวดล้อมไทยจะน่าเป็นห่วงสักเพียงไหน!

ดาวน์โหลดรายงานวิจัยเรื่องหมอกควันในภาคเหนือได้ที่ http://www.tuhpp.net