ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในโลกที่สามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วง 20-30 ปีแรก ที่โดดเด่นมากโดยเฉพาะในเอเชีย
ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย (เช่น อเมริกาให้ความช่วยเหลือ เกาหลี ไต้หวัน) ประเทศที่ประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะ กลุ่มนิกส์ ล้วนเลือกยุทธศาสตร์ หรือ วิถีการพัฒนาที่เป็นอิสระจากแนวคิดของผู้นำโลกเสรี เช่น สหรัฐอเมริกา วิถีทางที่ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่รวมทั้งลาตินอเมริกาเลือก คือการปฏิเสธลัทธิตลาดเสรี หรือ laissez faire การค้าโลกควรเสรีไม่มีการกีดกัน รัฐไม่แทรกแซงเศรษฐกิจ ปรากฏการณ์เช่นนี้ในสภาวะแวดล้อมที่อเมริกาเป็นเจ้าโลกจึงต่างกับสภาวะที่ประเทศโลกที่สามเคยประสบในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึง ต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่อังกฤษครอบงำโลก
อังกฤษและเจ้าอาณานิคมอื่นๆ สามารถบีบบังคับใช้นโยบายการค้าเสรีและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อให้อำนาจผูกขาดและเป็นประโยชน์แก่ประเทศแม่ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ลักษณะการแบ่งแยกแรงงานและความเชี่ยวชาญในการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นไปในรูปแบบที่ประเทศในโลกที่สามส่งออกสินค้าขั้นประถม และนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าทุนจากยุโรป ญี่ปุ่นและประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศมหาอำนาจ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงอเมริกาเป็นเจ้าโลกเป็นหนังคนละม้วน เมื่อสงครามสิ้นสุดลงญี่ปุ่นถอนตัวจากเกาหลี ไต้หวัน บริษัทยุโรปและอเมริกันถอนตัวจากเอเชีย อิทธิพลของต่างชาติช่วงนี้ลดลงการก่อตัวของความรู้สึกชาตินิยม เปิดโอกาสให้ประเทศโลกที่สามส่วนใหญ่หลังอาณานิคม เลือกวิถีทางการพัฒนาที่เป็นของตนเองซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าอเมริกาก็มีส่วนช่วยต่างจากอังกฤษในช่วงก่อนสงคราม ทำไมในช่วงแรกอเมริกาผ่าน IMF ธนาคารโลกและการช่วยเหลือประเทศโลกที่สามไม่บังคับประเทศเหล่านั้นให้ใช้ลัทธิการค้าเสรีซึ่งน่าจะให้ประโยชน์แก่อเมริกามากกว่า คำตอบน่าจะเป็นว่าอเมริกาให้ความสำคัญกับภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์มากกว่าประโยชน์ที่จะได้จากการค้าเสรี อเมริกาต้องการผูกมิตรกับญี่ปุ่นและประเทศกำลังพัฒนา อเมริกาให้ความช่วยเหลือแก่ไต้หวันและเกาหลีค่อนข้างมาก ช่วยฟื้นฟูญี่ปุ่น ผ่าน GATT อเมริกามีบทบาทสำคัญในการเป็นตลาดให้กับโลกที่สามมีการให้แต้มต่อทางการค้าโดย GSP ยอมให้ประเทศกำลังพัฒนาเก็บภาษีนำเข้าสูง ยอมให้ใช้นโยบายทดแทนการนำเข้าและคุ้มครองอุตสาหกรรม เป็นต้น อเมริกาไม่ได้ยัดเยียดนโยบายตลาดเสรีทั้งในเอเชียและลาตินอเมริกาก่อนทศวรรษ 80 ซึ่งเป็นยุคทองของโลกทุนนิยม
ทุกวันนี้เรายอมรับว่า ระบบตลาดดีกว่าระบบสังคมนิยมที่วางแผนจากส่วนกลาง หรือระบบคอมมิวนิสต์ เพราะระบบตลาดเป็นระบบที่กระจายอำนาจ เป็นระบบที่สามารถและมีพลังในการดึงความรู้และสารสนเทศมาใช้ได้ง่ายและสะดวกที่สุด ทำให้เกิดความก้าวหน้าแก่มนุษยชาติ
แต่ภายใต้สังคมโลกทุนนิยมก็มีความหลากหลายโดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ในระบบนี้แต่ละประเทศในขั้นตอนของการพัฒนา จะให้ความสำคัญกับกลไกตลาดและจำเป็นต้องมีสถาบัน (institution) และถ้าไม่มีก็ต้องสร้างมัน (จริงๆ แล้วตลาดก็เป็นสถาบันหนึ่ง) เพื่อให้ตลาดทำงานได้ดี ตอบสนองต่อสังคม รัฐจึงมีบทบาทที่สำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐกับตลาดสามารถมองเป็นทางเลือกก็ได้ในเชิงอุดมการณ์ รัฐสามารถแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ แทรกแซงกลไกตลาด แต่ผลที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับว่ารัฐแทรกแซงอะไร ถ้าการแทรกแซง (เช่น นโยบายการจำนำข้าว) นั้น ทำลายตลาดข้าวที่ทำงานดี มีประสิทธิภาพอยู่แล้วผลของการแทรกแซงจะไม่สนับสนุนการทำงานของตลาดสังคมโดยรวมเสียประโยชน์
ในโลกของความเป็นจริง ไม่มีเลยที่เราจะไม่เห็นสถาบัน รัฐและตลาด ทำงานเกื้อกูลเสริมซึ่งกันและกัน โดยที่น้ำหนักที่ให้กับบทบาทและการแทรกแซงของรัฐเมื่อเทียบกับทางเลือกตลาดเสรีอาจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในแต่ละยุคสมัย
ปัจจุบัน กลุ่ม Anglo Saxon เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เจริญมากแล้ว ประเทศเหล่านี้โดยตรรกะย่อมมองรัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่สังคมหรือภาคเอกชนก็พอแล้ว (รัฐควรทำเฉพาะที่จำเป็น มิเช่นนั้นจะเป็นตัวถ่วงความเจริญ) โดยเชื่อว่า โดยตัวมันเองตลาดนอกจากจะสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีกลไกในการกำกับดูแลโดยตัวมันเองไม่ให้ขาดหรือเกินจนเศรษฐกิจขาดระเบียบและเสถียรภาพ ประเทศเหล่านี้เชื่อว่า ทุกประเทศสามารถมีพลังในการเติบโตและพัฒนาได้ เพียงแค่ให้ตลาดและภาคเอกชนทำงานได้อย่างเสรี ค้าขายและลงทุนกับชาวโลก บริหารเศรษฐกิจมหภาคให้มีเสถียรภาพ (โดยเฉพาะควบคุมให้อัตราเงินเฟ้อต่ำ) ถ้าทำได้ประเทศจะสามารถออมได้ ลงทุนได้ ย่อมมีอนาคตที่สดใส
ประจักษ์พยานจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะวิกฤติโลกที่เริ่มในปี ค.ศ. 2008 และที่สำคัญคือ ประสบการณ์และผลลัพธ์ของการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในเอเชีย ได้ตอกย้ำความเปราะบาง รวมทั้งทำลายความเชื่อในพลังที่เกินเลยของตลาด ความไม่เพียงพอในการปล่อยให้ตลาดเสรีกำหนดชะตากรรมของประเทศ
แม้ว่าในเชิงอุดมการณ์ ลัทธิตลาดเสรีหรืออุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ภายใต้โลกาภิวัตน์จะสามารถครอบงำ และมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายไปทั่วทุกมุมโลก แต่ในความเป็นจริง อิทธิพลและบทบาทของรัฐไม่เคยลดลง แม้ว่ารูปแบบอาจจะเปลี่ยน ขนาดของรัฐต่อ GDP ใหญ่ขึ้น เมื่อรายได้ต่อหัวสูงขึ้น ประเทศอาจมีการเปิดเสรี (Liberization) หรือแปรรูปกิจการของรัฐ (privatization) แต่รัฐก็ทำหน้าที่ในการกำกับควบคุมมากขึ้น คือเป็น regulatory state
ในกรณีของเอเชียตะวันออก (หรือแม้กระทั่งลาตินอเมริกาโดยเฉพาะบราซิล) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ รวมทั้งกลุ่มประเทศอาเซียน รัฐสนับสนุนตลาดก็จริง แต่ทุกรัฐบาลล้วนมีบทบาทสำคัญในบริบทที่ต่างกัน`
ที่สำคัญที่สุดคือบทบาทของรัฐ และสถาบันที่มีต่อการเรียนรู้เทคโนโลยีในกรณีของกลุ่มนิกส์






