วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้โอกาสปฏิรูปหลุดมือ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา ให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ

ถือเป็นการปลดล็อกทางการเมืองได้ระดับหนึ่ง เพราะหลายคนเห็นสอดคล้องกันว่า การเมืองไทยเดินต่อไปลำบากในภาวะที่การเลือกตั้งไม่สมบูรณ์และขัดกับรัฐธรรมนูญ หากยังดันทุรังเดินหน้าต่อไปสุ่มเสี่ยงก่อวิกฤติได้ตลอดเวลา เพราะว่าแต่ละฝ่ายยังยึดแนวทางของตัวเอง เส้นทางถอยภายใต้กติกาเลือกตั้งเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้ปลดล็อกไประดับหนึ่ง ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายมานั่งหารือ "จัดระเบียบประเทศไทย" กันอีกครั้ง หลังจากที่ความวุ่นวายยังไม่เห็นบทสรุป กระทบธุรกิจภาคเศรษฐกิจในวงกว้าง

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ จะขยายตัวเพียง 2.7% จากประมาณการเดิมเมื่อเดือนตุลาคม 2556 ที่คาดว่าจะขยายตัว 4.8% เนื่องจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอลง แต่ก็มีเงื่อนไขว่าปัญหาการเมืองต้องคลี่คลายภายในกลางปีนี้ และมีปัจจัยช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการส่งออก แต่หากว่าปัญหาทางการเมืองไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะเวลาดังกล่าว จะเป็นความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงกว่าที่ประเมินไว้

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาคำร้องกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 (1 ) ว่า การจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า การที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เมื่อได้ดำเนินการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไปแล้ว ผลปรากฏว่ายังไม่มีการจัดการเลือกตั้ง 28 เขต จึงถือได้ว่ามิได้เป็นวันเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เป็นผลให้พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง ซึ่งเราเห็นว่าแม้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นโอกาสให้มีการหารือจัดระเบียบประเทศ แต่โอกาสครั้งสำคัญนี้ หากเราบริหารจัดการไม่ดี ก็อาจจะก่อวิกฤติอีกด้านหนึ่งขึ้นมาได้ เพราะว่าถึงตอนนี้มี 2 กลุ่มเคลื่อนไหวหลัก

สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ออกมาระบุชัดเจนว่า "เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ เป็นจังหวะดีที่สุดที่จะเรียกร้องให้คนไทยทั้งประเทศ แสดงเจตนาร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ออกมารณรงค์เรียกร้องพร้อมกันให้ปฏิรูปประเทศไทยก่อน ไม่ต้องไปคิดเลือกตั้งครั้งต่อไปในกติกาเดิมอีกแล้ว เพราะว่าเลือกตั้งไปก็ไม่เอา เราต้องการการปฏิรูป จึงหวังให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตระหนักว่าประชาชนไม่ได้ต้องการเลือกตั้งในกติกาเดิม กฎหมายเดิม จึงนัดหมายกันว่าจะต้องมีการแสดงพลังครั้งใหญ่ของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ในวันเสาร์ที่ 29 มีนาคม นี้ เพราะหากว่าเป็นการเลือกตั้งที่เป็นกติกาแบบเดิม กฎหมายแบบเดิม มวลมหาประชาชนจึงเห็นทิศทางเดียวกันว่าต้องหยุดเรื่องการเลือกตั้ง ทำเรื่องการปฏิรูปก่อน

"ส่วนอีกด้านหนึ่ง กลุ่มคนเสื้อแดงก็ประกาศที่จะออกมาเคลื่อนไหวชัดเจนขึ้น จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ออกมาบอกว่า ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม นี้ ให้คนเสื้อแดงทั่วประเทศแต่งชุดดำ เพื่อไว้ทุกข์ให้กับความไม่ยุติธรรม เป็นเวลา 7 วัน และในวันที่ 29 มีนาคม จะมีการปฏิบัติภารกิจลับ 3 ภารกิจ จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน ให้มวลชนเตรียมพร้อมในการเคลื่อนพลครั้งใหญ่ โดยจะมีการประกาศวัน และจุดหมายหรือสถานที่ชุมนุมกันอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ยืนยันว่าทางคนเสื้อแดงไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีคนนอก นายกรัฐมนตรี มาตรา 7 หรือ นายกรัฐมนตรีที่มาจากปากกระบอกปืนอย่างแน่นอน และพร้อมจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างถึงที่สุด

เราเห็นว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้งใหม่ เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะชี้ชะตาประเทศ โดยสาระสำคัญ คือ ต้องนั่งหารือเห็นตรงกันว่า กติกาแบบเก่าไม่สามารถตอบโจทย์และอธิบายความต้องการใหม่ๆ ของสังคมได้อีกต่อไปแล้ว ส่วนจะเป็นกติกาแบบไหน ก็ต้องมาจากการหารือด้วยใจที่เปิดกว้าง มุ่งเน้นที่ประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ที่สำคัญมาวิเคราะห์ เจาะลึก กันดูว่าปัญหาโครงสร้างที่ต้องเร่งปฏิรูปนั้น ต้องดำเนินการด้านใดบ้าง ดังนั้น โอกาสที่เปิดกว้างเช่นนี้ เราคนไทยต้องฉวยโอกาสไว้ และเร่งหารือ เพื่อไม่ให้โอกาสแปลงร่างเป็นวิกฤติ