มาตรการในการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศที่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง นอกจากมีบทลงโทษทางอาญากับผู้กระทำความผิดแล้ว
ยังใช้มาตรการ อายัด ยึด หรือริบทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด และ ติดตามทรัพย์สินที่คอร์รัปชันกลับคืนด้วย ซึ่งองค์การสหประชาชาติและธนาคารโลกก็ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามทรัพย์สินคืน จึงร่วมมือกัน จัดทำโครงการ The Stolen Asset Recovery Initiative (StAR) ขึ้น เพื่อเป็นการร่วมมือระหว่างประเทศในการขจัด แหล่งซุกเงินทุนคอร์รัปชัน ร่วมงานกับประเทศกำลังพัฒนาและศูนย์กลางการเงิน ในการป้องกันการฟอกเงิน และอำนวยความสะดวกในการทำให้การติดตามทรัพย์สินที่คอร์รัปชันคืนให้เป็นระบบยิ่งขึ้น
การกระทำความผิด คดีคอร์รัปชันตามกฎหมายของไทย นอกจากอาจถูกริบทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดหรือใช้ในการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีพระราชประกอบรัฐธรรมนูญการว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 บัญญัติให้ริบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย และนับตั้งแต่ใช้กฎหมายฉบับนี้มาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่และผู้ดำรงตำแหน่ง การเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ถูกศาลพิพากษาให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินแล้วหลายคดี คดีที่เป็นที่กล่าวถึงกันมากมีวงเงินที่ถูกริบตกเป็นของแผ่นดินสูงหลายหมื่นล้านบาท คือคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ให้เงิน 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน
สำหรับนักการเมืองในต่างประเทศ ที่ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชัน เมื่อถูกดำเนินคดีหรือถูกลงโทษแล้ว ก็จะมีการดำเนินมาตรการติดตามทรัพย์สินที่ทุจริตคอร์รัปชัน คืน ด้วย แม้บางคดี เวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม เช่น
กรณีนาย Arafat Koko Rahman บุตรชาย นาย Khaleda Zia อดีตนายกรัฐมนตรีบังคลาเทศถูกศาลพิพากษาจำคุกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ข้อหารับสินบน แต่หลบหนี หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันของบังคลาเทศได้ร่วมมือกับทางการของสหรัฐในการติดตามทรัพย์สินจากการรับสินบนของนาย Arafat Koko Rahman ที่พบว่าส่วนหนึ่งนำไปฝากในธนาคารสิงคโปร์ ปรากฏข้อมูลว่าช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 ถึงเดือนสิงหาคม 2556 ธนาคารในสิงคโปร์นำเงินสินบนที่นาย Arafat Koko Rahman ไปฝากไว้คืนให้ทางการบังคลาเทศพร้อมดอกเบี้ยที่มีเป็นเงิน 2,661,070 ดอลลาร์
กรณีนายเฉิน สุย เปียน อดีตประธานาธิบดีแห่งไต้หวัน มีข้อเท็จจริงโดยสรุปคือ อดีตประธานาธิบดี นายเฉิน สุย เปียน และภรรยาถูกศาลไต้หวันพิพากษา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2552 ให้จำคุกฐานรับสินบน ยักยอกเงิน และฟอกเงิน เป็นเวลา 20 ปี ขณะนี้คดีอยู่ในการพิจารณาชั้นศาลฎีกา และยังมีคดีที่จะถูกฟ้องร้องทำนองนี้อีกหลายคดี นอกจากการดำเนินคดีอาญาแล้ว ทางการไต้หวันได้ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการติดตามเพื่อยึดเงินสินบนที่ประธานาธิบดี และครอบครัว นำไปฝากในธนาคารต่างประเทศด้วย เช่น ทางการสวิสได้ติดตามและจะดำเนินคดีกับบุตรชายและบุตรสะใภ้ของนายเฉิน สุย เปียน อดีตประธานาธิบดีแห่งไต้หวัน ด้วยสงสัยว่าจะกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้แถลงข่าว เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2553 ว่าได้ยึดและนำเงิน 20 ล้านฟรังก์สวิสคืนให้รัฐบาลไต้หวันด้วย
กรณีนายซูฮาร์โต อดีตประธานาธิบดี แห่งประเทศอินโดนีเซีย ถูกกล่าวหาโกงเงินของประเทศอินโดนีเซีย ประมาณกันว่าเกินกว่าพันล้านดอลลาร์ แต่ในการดำเนินคดีอาญานั้น ได้มีการยกประเด็นว่าอดีตประธานาธิบดีมีสภาพจิตบกพร่อง ไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้คดีได้ นายซูฮาร์โต เสียชีวิตเมื่ออายุ 86 ปี แต่รัฐบาลอินโดนีเซียก็ได้ดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งต่อครอบครัวของนายซูฮาร์โต เรียกร้องเงินที่โกงไปคืน คดีล่าสุด คือการฟ้องเรียกเงินของมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ที่ถูก นายซูฮาร์โต อดีตประธานาธิบดียักยอกไปให้ธุรกิจและนำเข้าบัญชีธนาคารของบุคคลที่ใกล้ชิด โดยศาลสูงของอินโดนีเซีย มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ให้คืนเงินจำนวน 307,440,000 ดอลลาร์ ให้แก่รัฐบาลอินโดนีเซีย
กรณีประธานาธิบดีมาร์กอส และนางอิเมลดา มาร์กอส ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาคอร์รัปชัน เป็นมหากาพย์ที่โด่งดังไปทั่วโลก เมื่อประธานาธิบดีมาร์กอสตกจากอำนาจ เมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา และมีการฟ้องเรียกทรัพย์สินที่คอร์รัปชันคืนหลายคดี ทั้งในประเทศฟิลิปปินส์ และต่างประเทศ คดีบางคดียังไม่เสร็จสิ้น เช่น คดีที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ฟ้องให้ยึดคืนเงินคอร์รัปชันที่ทั้งสองคนนำไปฝากในธนาคารต่างประเทศ คดีนี้เป็นการฟ้องต่อศาลสิงคโปร์ให้คืนเงินที่ฝากในธนาคารสิงคโปร์จำนวน 23,372,410 ดอลลาร์ ให้ธนาคารชาติฟิลิปปินส์ ศาลชั้นต้นสิงคโปร์มีคำพิพากษา เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ให้ยกฟ้อง แต่มีการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์สิงคโปร์ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลอุทธรณ์ได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญของศาลช่วยตรวจสอบพิจารณาเรื่องนี้ในบางประเด็นด้วย คาดกันว่า ศาลน่าจะพิพากษาคืนเงินให้ทางการฟิลิปปินส์
จากตัวอย่างคดี ดังได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่ากรณีเจ้าหน้าที่และนักการเมืองคอร์รัปชันนั้น นอกจากการดำเนินคดีอาญาแล้ว ก็มีมาตรการติดตามฟ้องร้องและร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพื่อเรียกและติดตามเงินคอร์รัปชันคืนให้รัฐบาลของประเทศที่ได้รับความเสียหายด้วย แม้บางกรณีเวลาจะล่วงเลยมานานหลายปีแล้วก็ตาม และเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทย คงจะต้องเตรียมการเตรียมความพร้อมในการติดตามเงินที่ทุจริตคอร์รัปชันที่นำไปซุกไว้ในชื่อบุคคลอื่นๆ และที่นำไปฟอกและฝากในธนาคารในต่างประเทศคืน โดยเฉพาะเงินที่โกงจากโครงการรับจำนำข้าวที่คาดว่า มีวงเงินสูงเป็นแสนล้านบาท






