background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ศาลรัฐธรรมนูญ : บทบาทและอำนาจในวินิจฉัยข้อกฎหมาย

ศาลรัฐธรรมนูญ : บทบาทและอำนาจในวินิจฉัยข้อกฎหมาย

ในสภาพการณ์ที่สังคมการเมืองไทยมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างอย่างชัดเจน และเกิดความแตกแยกทางความคิดอย่างร้าวลึก

จนกระทั่งนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ เวลานี้ ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็น “ตัวละคร” ทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ด้านหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญเป็นความหวังของสังคมที่จะทำให้ประเทศเป็นนิติรัฐและรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอย่างแท้จริง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าจะนำพาสังคมไปสู่จุดแห่งความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้นแล้ว สมควรที่สังคมไทยจะได้พิจารณาใคร่ครวญความคิดเห็นที่หลากหลายต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับบทบาทและอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยตีความข้อกฎหมายต่างๆ ดังนี้

นายนพดล ปัทมะ (ที่ปรึกษาทางกฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร): ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจวิ่งคร่อมเลนฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่.....เพราะอำนาจเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการตราและแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของศาลที่จะเข้ามาแทรกแซงได้ (คมชัดลึก, 6 มีนาคม 2557)

ประเทศอังกฤษไม่มีศาลรัฐธรรมนูญเพราะอำนาจสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา เพราะเป็นตัวแทนปวงชนทั้งประเทศจึงมีหลักความสูงสุดของรัฐสภา ไม่เหมือนประเทศในทวีปยุโรปอื่นที่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรและมีศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดูความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายต่างๆ ผู้พิพากษาศาล

รัฐธรรมนูญในยุโรปเดินทางมาเมืองไทย และได้ฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไทยเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา คงจะต้องร้องว่า “Oh my God” เพราะไม่มีประเทศใดในโลกที่ยอมให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรเหนือรัฐธรรมนูญและสถาปนาอำนาจให้ตัวเองได้ เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและใช้อำนาจเหนืออำนาจอื่น ดังนั้น จึงเป็นที่มาของหลักการแบ่งแยกอำนาจ ที่ไม่ต้องการให้อำนาจอธิปไตย คือ ตุลาการ บริหาร หรือนิติบัญญัติ อยู่ในมือคนหนึ่งคนใด ยกเว้นในประเทศเผด็จการเท่านั้น (ข่าวสด, 22 พฤศจิกายน 2556)

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย: การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยเรื่องการเลือกตั้งโดยไม่มีอำนาจ นอกจากจะเป็นการไม่เคารพรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมแล้ว ยังเป็นการขยายเขตอำนาจของตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยคิดแต่เพียงว่า คำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรก็ถือว่าเป็นที่สุดและผูกพันองค์กรอื่น ซึ่งนับเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิติรัฐ และจะเกิดวิกฤตศรัทธาต่อระบบยุติธรรมของประเทศอย่างร้ายแรง……พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า (ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินและ) ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณา เรื่องดังกล่าว และถือเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและนอกเหนืออำนาจ เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พรรคจึงขอคัดค้านการกระทำดังกล่าว (กรุงเทพธุรกิจ, 18 มีนาคม 2557)

นายชูศักดิ์ ศิรินิล (หัวหน้าสำนักงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย): ส่วนตัวคิดว่าศาลไม่มีอำนาจรับคำร้องตั้งแต่ต้น.....แต่คำถามคือศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะไหม ไปค้นดูรัฐธรรมนูญไม่มีนะ (ประชาชาติธุรกิจ, 12 มีนาคม 2557)

นายยุทธพร อิสรชัย (คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช): ขณะที่อำนาจอธิปไตยคือ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการจะต้องอยู่ในแนวระนาบ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฯ ปี 2540 ให้อำนาจนิติบัญญัติสูงกว่าอำนาจอื่นจนเกิดความเข้มแข็งกระทั่งฝ่ายบริหารทำงานไม่ได้ รัฐธรรมนูญปี 2550 จึงพยายามทำให้อำนาจฝ่ายตุลาการสูงกว่าฝ่ายอื่นที่เรียกว่าตุลาการภิวัฒน์ โดยแนวคิดที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ามีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนั้น ต้องบอกว่าผิดตั้งแต่แรก เพราะแนวปรัชญาการเมือง ระบุว่า อำนาจสูงสุดใน 3 อำนาจคือนิติบัญญัติ ดังนั้น อำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นอำนาจสภาจริงๆ ระบบตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ถูกจำกัดไว้อยู่แล้วในรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 291 คือ การควบคุมเชิงเนื้อหาว่าห้ามแก้ไขเรื่องใดบ้าง และผู้ที่มีอำนาจตรวจสอบคือสภาไม่ใช่องค์กรศาลรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญมาตั้งประเด็นตรวจ สอบจึงเป็นการคลาดเคลื่อนผิดพลาดไม่ใช่น้อย และที่น่าตกใจมากคือ การก้าวล่วงไปถึงอำนาจนิติบัญญัติ ทั้งเรื่องการเสียบบัตรแทน การยื่นเอกสารไม่ตรง การมีเวลาแปรญัตติที่น้อย ทั้งที่ไม่ใช่อำนาจศาลรัฐธรรมนูญจะมาก้าวล่วงการวินิจฉัยครั้งนี้ จึงมีผลกระทบต่อความมั่นคงและหลักนิติธรรมด้วย ซึ่งในการพิจารณากฎหมายจากที่ต้องผ่านแค่ 2 สภาคือรัฐสภาและวุฒิสภา วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นสภาที่ 3 ไปแล้ว (คมชัดลึก, 24 พฤศจิกายน 2556)

ศาสตราจารย์(พิเศษ)ดร. อักขราทร จุฬารัตน (อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด): คำว่า “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งมีผู้ใช้เรียกในนัยที่ว่าการใช้อำนาจตุลาการ ก้าวล่วงไปในขอบข่ายของฝ่ายบริหาร ซึ่งมองว่าเป็นการผิดหลักในเรื่องการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยตามหลักการที่มงเตสกิเออ (Montesquieu) ได้วางไว้เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว

ทุกวันนี้คนไทยก็ยังยึดติดอยู่กับหลักการแบ่งแยกอำนาจของมงเตสกิเออ ทั้งที่ความจริงสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากยุคของมงเตสกิเออ หลักนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการต้องแยกกัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน เป็นทฤษฎีแบ่งแยกอำนาจในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในสังคมปัจจุบันที่ว่า ศาลก็มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี สภามีหน้าที่ออกกฎหมาย แต่ทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

ก่อนหน้าที่จะมีศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่มีปัญหา เพราะสมัยก่อนไม่มีคดีในทางกฎหมายมหาชนซึ่งเกี่ยวข้องกระทบกับสังคมเกิดขึ้น พอมีคดีปกครอง คดีรัฐธรรมนูญ หรือคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีการตัดสินคดีในบริบทของกฎหมายมหาชนซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเห็นหรือไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงมีการวิพากษ์ วิจารณ์ว่าศาลใช้อำนาจก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติ หรืออำนาจบริหาร ผมก็บอกว่าความจริงทั้งหมดนี้ ในปี ค.ศ. ๑๘๐๓ ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ก่อนที่จะมีประมวลกฎหมายนโปเลียนด้วยซ้ำ เคยมีปัญหาเกิดขึ้นในทำนองนี้ ไม่เห็นมีใครพูดว่าศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ที่เป็นต้นกำเนิดของ “ตุลาการภิวัตน์”…..

การรับรองความเป็นอิสระของตุลาการหรือผู้พิพากษา โดยที่ระบบของประเทศในยุโรปหรือประเทศส่วนใหญ่ในโลกนั้น จะเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบบรัฐสภาหมายความว่าฝ่ายนิติบัญญัติ

กับฝ่ายบริหารเป็นพวกเดียวกัน คือถ้ามีเสียงข้างมากก็ได้จัดตั้งเป็นรัฐบาล ถ้ามีเสียงข้างน้อยก็เป็นฝ่ายค้านในรัฐสภาจากระบบของรัฐสภาดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกับหลักของนิติรัฐอยู่ข้อหนึ่งที่เขาป้องกันไม่ ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจตามอำเภอใจแม้จะมีการตรวจสอบได้ก็ตาม แต่ถ้าหากว่าฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารเป็นฝ่ายเดียวกัน จึงมีกฎเกณฑ์อันหนึ่งในหลักของระบบของนิติรัฐก็คือ การมีหลักการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายโดยองค์กร ที่ใช้อำนาจตุลาการได้เสมอ

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่ามีศาลรัฐธรรมนูญ หรือถ้าไม่มีก็ใช้ศาลสูงสุดของประเทศทำหน้าที่นี้ ซึ่งในประเทศอังกฤษไม่มี เนื่องจากระบบการปกครองของอังกฤษจะยึดหลัก Supremacy of Parliament ซึ่งประเทศอื่น ๆ ในโลกที่ยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Power) จะไม่มีหลักการเช่นนั้น

เพราะฉะนั้น ในประเทศ Civil Law ถ้าสภาจะออกกฎหมาย หรือถ้ารัฐบาลจะออกกฎหมายระดับ

รองจะต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ นั่นคือการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ซึ่งประเทศอังกฤษไม่มีเพราะถือว่ารัฐสภาใหญ่ที่สุดจึงไม่มีการตรวจสอบว่ากฎหมายนั้นชอบด้วยรัฐธรรม-

นูญหรือไม่…..

ดังนั้น หลักการใช้และการตีความกฎหมายปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษซึ่งเดิมอาจแตกต่างจากประเทศในกลุ่ม Civil Law จะไม่ต่างกันมากอีกต่อไป แต่เป็นเพราะคนไทยที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ และยังคงนึกถึงและยึดติดกับแนวคิดดั้งเดิมที่แตกต่างกันระหว่างการใช้และตีความกฎหมายของระบบ Common Law กับระบบ Civil Law อยู่เท่านั้นเอง (จุลนิติ, กรกฎาคม-สิงหาคม 2553)