เมื่อเร็วๆ นี้ มีงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง ของสถาบันการเงิน "เอชเอสบีซี" ที่ระบุว่า การส่งออกสินค้าไฮเทค
มีแนวโน้มเติบโตได้เร็วกว่าสินค้าส่งออกประเภทอื่นในอีก 15 ปีนับจากนี้ หลัง "เอเชีย" เริ่มขยับจากการเป็นฐานผลิตสินค้าต้นทุนต่ำให้กับแบรนด์ต่างชาติ สู่การเป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มของตัวเองเข้าไปด้วย
งานวิจัยดังกล่าวคาดการณ์ว่า สินค้าไฮเทคจะมีสัดส่วนมากกว่า 25% ของสินค้าส่งออกทั่วโลกภายในปี 2573 เทียบกับ 22% ในปี 2556 ขณะที่แนวโน้มตลาดรวมจะยังฟื้นตัวได้ช้าในช่วงนี้ โดยมูลค่าการซื้อขายสินค้าในตลาดโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเฉลี่ยที่ 8% ต่อปี ในช่วงปี 2557-2573 แต่สินค้าในกลุ่มไฮเทคคาดว่าจะเติบโตได้ราว 9% ต่อปี ขณะที่กลุ่มแร่เชื้อเพลิงคาดว่าจะเติบโตที่ 5% ต่อปี และวัตถุดิบราว 6% ต่อปี
การเติบโตของสินค้าไฮเทคในอนาคตส่วนใหญ่ ถูกขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ คาดว่า ในปี 2573 "จีน" จะครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งของการเป็นผู้ส่งออกสินค้าไฮเทคในตลาดโลก ตามด้วยฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา มีเกาหลีใต้ แซงหน้าสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 4 จากปัจจุบันจีนมีส่วนแบ่งในตลาดส่งออกสินค้าไฮเทค 36.5% ฮ่องกง 13% และสหรัฐ 9.6% เทียบกับปี 2543 ที่สหรัฐยังเป็นเบอร์หนึ่งประเทศผู้ส่งออกสินค้าไฮเทครายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยส่วนแบ่งตลาด 29.2%
"จีน" ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ ด้านการผลิตสินค้าไฮเทคได้อย่างเบ็ดเสร็จ ชิ้นส่วนของ สมาร์ทโฟน แทบเล็ตยี่ห้อดัง ก็อาศัยการผลิตที่นี่ "เลอโนโว" คอมพ์แบรนด์จีน ก็ตีตลาดทั่วโลกจนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์โลกได้ หัวเว่ย เทคโนโลยี ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 3 ก็มีบ้านเกิดที่จีนเช่นกัน ทั้งจีน และอีกหลายๆ ประเทศในเอเชีย เพิ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยี และยังเพิ่มมูลค่าด้วยการพัฒนาสินค้าไฮเทคของตัวเองมากขึ้น พิสูจน์ได้จาก แบรนด์สินค้าเอเชีย ไต่บัลลังก์สู่ระดับโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หันมามองประเทศไทย ที่เพิ่งโดนสิงคโปร์ ฉกเอาประเพณีสงกรานต์ไปจัดอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศเขาเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้เราเหมือนคนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนแรงกำลังลงไปทุกที แม้เราจะเป็นประเทศที่ไม่ได้ส่งออกเทคโนโลยี แต่บ้านเราก็มีคนเก่งๆ ในด้านไอทีมากมายที่รอการสนับสนุน หน่วยงานด้านไอทีก็มีอยู่มาก แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ทำอะไรกันอยู่บ้าง กระทรวงไอซีที ก็เหมือนกับไร้ "หัวเรือ" เพราะพิษการเมืองในไทยที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะจบ หันไปที่ กสทช. ก็เห็นความพยายามที่จะดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งทีวีดิจิทัล ทั้งเครือข่าย 3จี 4จี แต่ก็เหมือนว่า จะยังไม่สุด มีอะไรที่ค้างๆคาๆ อยู่ตลอด
โดยเฉพาะล่าสุดกับการ ปรับค่าตอบแทนของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) หรือซูเปอร์บอร์ด แบ่งเป็นอัตราค่าตอบแทนของประธานคณะกรรมการ กตป. จาก 1.2 แสนบาท เป็น 2.25 แสนบาท และคณะกรรมการ (บอร์ด) กตป. จาก 1 แสนบาท ปรับเป็น 1.8 แสนบาท
บอกตรงๆ จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่เห็นการตรวจสอบอะไรอย่างเป็นรูปธรรม และยังไม่เข้าใจถึงเป้าประสงค์ที่แท้จริงของในการมีซูเปอร์บอร์ดอะไรนี่เลย ...






