วานนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์ รับฟังคำชี้แจงของ "พรเพชร วิชิตชลชัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน
“พงศ์เทพ เทพกาญจนา” รองนายกรัฐมนตรี (ตัวแทนนายกรัฐมนตรี) “ศุภชัย สมเจริญ” ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้อง ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 245 (1) ว่าการจัดการเลือกตั้งส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อ 2 ก.พ.2557 ของ กกต. ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เป็นการเลือกตั้งที่ "ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่"
ตามคำร้องที่อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยื่นตีความเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.2557 ประเด็นที่น่าสนใจประกอบด้วย 1.เลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร 2.ไม่มีความเสมอภาคในการจับหมายเลขผู้สมัคร 3.การนับคะแนนเสียงขัดหลักเสมอภาค 4.บัตรลงคะแนนเสียงกลายเป็นบัตรเสีย และ 5.พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่งผลได้เปรียบเสียเปรียบ
ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดแถลงด้วยวาจาและลงมติว่า การเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะหรือไม่ ในวันที่ 21 มี.ค.นี้ เวลา 11.00 น.หลังไต่สวนพยานครบ 4 ปาก พร้อมกันนี้ยังอนุญาตให้ “พงศ์เทพ” ยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติมได้อีกภายในวันนี้ (20 มี.ค.)
มีหลายฝ่ายประเมินล่วงหน้าไว้แล้วถึงอย่างไร การจัดการเลือกตั้งส.ส.เมื่อ 2 ก.พ.2557 หนีไม่พ้นที่จะตกอยู่ในสภาพ"โมฆะ"แน่นอน
แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่มีส่วนใดขัดรัฐธรรมนูญ ศาลก็ต้องวินิจฉัยคำร้องในส่วนของกกต.ที่ยื่นให้วินิจฉัยใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ออกประกาศเลือกตั้งใหม่ 28 เขตได้หรือไม่ 2.เป็นอำนาจนายกฯ ออกพ.ร.ฎ.ใหม่ใช่หรือไม่ 3.หากตราพ.ร.ฎ.ใหม่ เลือกแค่ 28 เขตหรือเลือกใหม่หมด
แม้แต่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ยังคาดการณ์ทำนองคำวินิจฉัยจะออกมาใน 2 แนวทาง นั่นคือ 1.ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากรณีปัญหา 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครส.ส. สามารถดำเนินการได้ กกต.พร้อมที่จะจัดการเลือกตั้งได้ทันที น่าจะสามารถจัดได้พร้อมกับการเลือกตั้งทดแทนใน 6 จังหวัด วันที่ 27 เม.ย.2557 และลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 20 เม.ย.2557
2.หากศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง 28 เขตเลือกตั้งไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเป็นการจัดการเลือกตั้ง 2 วัน เท่ากับว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.2557 ทั้งหมดจะเสียไปเป็น"โมฆะ" ทันที หากเป็นเช่นนั้น กกต.ก็พร้อมที่จะดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่
เอาละ..จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เหลือเวลาไม่เกิน 2 วัน ก็จะรู้ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับเรื่องนี้แล้ว จะ"โมฆะ"หรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกัน
แต่สิ่งที่เป็นประเด็นคำถามตามมา หากการเลือกตั้งเป็น"โมฆะ" คือ ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่สูญเสียงบประมาณกันไป 3,800 ล้านบาท ใครควรจะต้องรับผิดชอบเงินส่วนนี้ ที่แน่ๆ เงินตรงนี้เป็นเงินภาษีอากรประชาชนทั้งประเทศ ที่นำมาใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง
ประเด็นถัดมาหากต้องเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่ง คัดค้านไม่เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มีการนำมวลชนไปปิดล้อมสถานที่เลือกตั้งเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ตรงนี้จะแก้ไขกันอย่างไร บ้านเมืองเราตอนนี้ดูเหมือนอยู่ในสภาพ "เลียนแบบ" กันเสียแล้ว ฝ่ายหนึ่งทำได้อีกฝ่ายก็ต้องทำได้
ฉะนั้นไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร สองฝ่ายที่ขัดแย้งกันควรนั่งคุยหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ สิ่งสำคัญหากจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นรอบนี้ พรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่ควร"บอยคอต"การเลือกตั้งเหมือนอย่างเคย พรรคเพื่อไทยเองก็ต้องไม่อาศัยจังหวะเลียนแบบ"บอยคอต" เลือกตั้งด้วย
ส่วนพรรคการเมืองไหนจะได้รับชัยชนะ ขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะลงคะแนนเสียงให้ การมาตั้งป้อมขัดแย้งกันในทางการเมือง มีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ
ถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายขัดแย้งทุกฝ่ายควรจะหันหน้าคุยกัน เพื่อประโยชน์ประเทศชาติเสียที






