การกำหนดเขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียน หรือ AFTA ในปี 2536 นั้น ถือเป็นการเตรียมความพร้อมประการหนึ่งก่อนการเตรียมตัวเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
หรือ AEC ในปี 2558 เพราะเป็นการเปิดเขตการค้าเสรีในระหว่างสมาชิกอาเซียนรุ่นบุกเบิกได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน เพื่อเจรจาลดหย่อนภาษีศุลกากรแก่กันและกัน อันรวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร
สำหรับสมาชิกใหม่ ได้แก่ เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งเข้าเป็นสมาชิกในช่วงปี 2538-42 นั้น ในปลายปี 2546 ประเทศไทยก็ได้ทำความร่วมมือภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง กับทั้ง 4 ประเทศดังกล่าว โดยมีการระบุความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลากหลายด้าน สำหรับความช่วยเหลือเรื่องสินค้าเกษตร รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ โดยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรสิบชนิดจากประเทศเพื่อนบ้านในอัตรา 0% หนึ่งในนั้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งถือเป็นการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศดังกล่าวให้ขายสินค้าของตนเองได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้าวโพดเป็นพืชที่เกษตรกรรายย่อยในประเทศปลูกกันเป็นจำนวนมาก การนำเข้าข้าวโพดจำนวนมาก จะมีผลทำให้ราคาในประเทศตกลง อันจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเกษตรกร รัฐบาลก่อนหน้านั้นจึงได้กำหนดกรอบอัตราภาษีศุลกากรการนำเข้าข้าวโพดอยู่ที่ระดับ 65-73% โดยที่ ในปีที่มีความขาดแคลน อาจมีการระบุโควตาการนำเข้าในอัตราภาษีนำเข้าพิเศษ เช่น 20% เช่น การอนุมัติโควตาให้องค์การคลังสินค้านำเข้าเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ในประเทศได้ ทั้งนี้ ข้าวโพดได้ถูกระบุให้เป็น “สินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ” (sensitive agricultural products) ตามกรอบการรับรองจากองค์การการค้าระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลสามารถใช้มาตรการทางภาษีในการปกป้องเกษตรกรในประเทศได้
การที่เป็น “สินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ” นี้ ทำให้ข้าวโพดไม่ได้อยู่ในกรอบสินค้า ที่จะต้องเจรจาให้อยู่ในกรอบภาษี 0-5% ตามกรอบการเจรจาการค้าเสรีใน AFTA
และเนื่องจากเป็นสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ การให้ความช่วยเหลือภาษี 0%ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมืออิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง จึงมีกำหนดสิ้นสุดลง ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2552
เมื่อผู้เขียนทำการศึกษาเรื่องการค้าชายแดนการนำเข้าข้าวโพดที่พรมแดนจังหวัดเชียงรายกับแขวงบ่อแก้วของลาวเมื่อประมาณปี 2550-2553 นั้นเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเนื่องจากการให้ความช่วยเหลือภาษี 0% ได้สิ้นสุดลงเมื่อปลายปี 2552
เมื่อเริ่มเก็บภาษีนำเข้า 0% ในปี 2547 สถิติการนำเข้าข้าวโพดที่ด่านศุลกากรเชียงของในจังหวัดเชียงราย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากบทบาทของพ่อค้าชายแดนในการปล่อยสินเชื่อการเกษตรให้กับเกษตรกรชาวลาวแล้ว ยังมีผลมาจากอัตราภาษี 0% ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้มีการปลูกข้าวโพดในฝั่งลาว และมีการนำเข้าข้าวโพดอย่างคึกคัก โดยที่ราคาในประเทศไทยอยู่ในระดับที่เกษตรกรไทยมีความพึงพอใจ คืออยู่ที่ระดับประมาณ 7.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยที่การนำเข้าไม่ได้ส่งผลกระทบให้ราคาในประเทศลดต่ำลง เนื่องจากก่อนหน้านั้น พื้นที่เพาะปลูกในประเทศ ได้มีแนวโน้มลดลงจาก 5.67 ล้านไร่ในปี 2548 ลดลงเหลือ 5.08 ล้านไร่ในปี 2550 หรือลดลงเกือบ 6 แสนไร่ใน 2 ปี เนื่องจากเกษตรกรไทยได้หันไปปลูกพืชอื่นที่ให้ราคาดีกว่า เช่น มันสำปะหลัง และยางพารา
การขยายตัวของการค้าข้าวโพดระหว่างลาวมาสู่ไทยเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งปลายปี 2551 ราคาข้าวโพดในประเทศไทยลดต่ำลง อันทำให้เกษตรกรในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ศึกษาที่จังหวัดเชียงราย รวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลรับประกันราคาข้าวโพดในประเทศ ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นได้ตอบสนองด้วยการประกันราคาให้ที่กิโลกรัมละ 8 .50 บาท จำนวน 5 แสนตัน ทั่วประเทศ แต่เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้ทั้งหมดในประเทศ มีปริมาณ มากกว่าจำนวนที่รัฐบาลประกาศประกันราคา (ตัวเลขการผลิตทั้งประเทศอยู่ที่ ประมาณ 4.5 ล้านตัน) เกษตรกรที่ขายข้าวโพดในราคาประกันไม่ได้ จึงไม่พอใจ และมีการร้องเรียนว่า มีการลักลอบนำเข้าข้าวโพดจากต่างชาติเข้ามาสวมสิทธิเป็นข้าวโพดไทย ทำให้รัฐบาลต้อง มีมาตรการในการกวดขันการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ
ทั้งนี้ ทำให้พ่อค้าชายแดนไทย ที่ปล่อยปัจจัยการผลิตให้กับลูกไร่ทางฝั่งลาวไปแล้ว ไม่สามารถนำเข้าข้าวโพดได้ ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรลาวและผู้ค้าชาวลาวบางราย ยังได้ขายข้าวโพดให้กับพ่อค้าจีน ที่เข้ามาตระเวนรับซื้อข้าวโพดในเขตแขวงบ่อแก้ว ที่เคยถือเป็นพื้นที่ทางการค้าของไทยมาก่อน ทำให้ พ่อค้าชายแดนไทย ประสบปัญหาขาดทุน และต้องพยายามติดตามทวงหนี้จากลูกไร่ชาวลาว
นอกจากนั้น ในต้นปี 2553 เมื่อกรอบความช่วยเหลือภาษีนำเข้า 0% ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในโครงการยุทธศาสตร์เครือข่ายการพัฒนาลุ่มแม่น้ำอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่น้ำโขงได้สิ้นสุดลง ประเทศไทยจึงต้องกลับไปเก็บภาษีนำเข้าในกรอบ 65-73% ตามกรอบที่เคยปฏิบัติมา โดยเก็บที่ 65% ทำให้ต้นทุนการค้าข้าวโพดของพ่อค้าชายแดนสูงขึ้น และพ่อค้าหลายรายได้หันไปประกอบอาชีพอื่น สถิติการนำเข้าข้าวโพดที่ด่านเชียงของในพื้นที่ศึกษาได้ลดลงอย่างมาก จากสูงสุด 22,555 ตัน ในปี งบประมาณ 2551 (ตุลาคม 2550-กันยายน 2551) ลดลงเหลือ 4,000 ตัน ในปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม 2552- กันยายน 2553)
แม้การนำเข้าที่ด่านศุลกากรที่เชียงของจะลดลง ก็ยังมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นในด่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และหรือที่ด่านอื่นๆ อีก ตัวเลขการนำเข้าโดยรวมจากทุกประเทศอยู่ที่ 4 แสนตันต่อปี และในความเห็นของผู้วิจัย มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีการนำเข้าข้าวโพดโดยไม่เสียภาษีตามรอยตะเข็บชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากไทยมีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งพม่า ลาว และ กัมพูชา
ดังที่กล่าวแล้วว่า ข้าวโพดเป็นสินค้าเกษตรที่มีเกษตรกรรายย่อยในประเทศเป็นผู้ผลิตจำนวนมาก การเปิดเสรีข้าวโพดในอนาคตอาจเกิดปัญหาได้ เพราะการนำเข้าจำนวนมาก จะทำให้ราคาในประเทศลดต่ำลง อันจะทำให้เกิดการร้องเรียนจากเกษตรกรได้ในอนาคตเพื่อเรียกร้องการประกันราคา และ จะเกิดปัญหาข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสวมสิทธิเป็นข้าวโพดไทย
ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือเกษตรกรในอนาคต ควรใช้นโยบายประกันรายได้ ที่จะทำให้สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรในประเทศได้โดยตรง เพื่อป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณที่จ่ายให้กับข้าวโพดสวมสิทธิที่มาจากต่างประเทศและควรกำหนดปริมาณการประกันรายได้สูงสุด เช่นไม่เกินยี่สิบไร่ของพื้นที่เพาะปลูก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นเกษตรกรรายย่อยจริงๆ






