วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อไทยตกจอเรดาร์ วืดยืนแถวหน้าชาติอาเซียน

ผู้ที่ติดตามข่าวสารการค้นหาเครื่องบินสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่เอ็มเอช 370 ซึ่งสูญหายไปอย่างปริศนา

นานกว่า 1 สัปดาห์ คงมีหลายคนที่รู้สึกเหมือนกับผมว่า ความสำคัญของประเทศไทยในฐานะ "ศูนย์กลาง" หรือ "ผู้นำ" ในภูมิภาคนี้ ดูจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

เอาแค่การส่งเรือและเครื่องบินออกช่วยมาเลย์ค้นหา ก็ดูไม่ค่อยคึกคักฮือฮาเท่า เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดฯ หรือแม้แต่ประเทศที่อยู่ไกลกว่าอย่างออสเตรเลีย ไม่ต้องไปคิดถึงจีนกับสหรัฐ เพราะนั่นเขามหาอำนาจอยู่แล้ว

แต่ไทยในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิดกับมาเลเซียที่สุด มีพรมแดนติดกันทั้งทางบกและทางทะเล มิหนำซ้ำช่วงที่มีข่าวเครื่องบินตีวงกลับ อาจจะผ่านน่านฟ้าไทยด้วย แต่ดูความเคลื่อนไหวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่อนข้างเงียบเชียบผิดปกติ

หรือว่าการมีเพียงรัฐบาลรักษาการ ไม่มีรัฐบาลตัวจริง ไม่มีนายกฯ ที่มีอำนาจเต็ม ทำให้บ้านเราง่อยเปลี้ยเสียขาถึงเพียงนี้...

ส่วนข่าวคราวที่ดูจะสร้างกระแสฮือฮาให้กับบ้านเรา ไม่ใช่ข่าวการค้นหาเครื่องบิน แต่กลับเป็นข่าวการเป็น "ศูนย์กลางการขโมยพาสปอร์ต" แหล่งใหญ่ที่สุดของโลก ทั้งภูเก็ตและเมืองหลวงอย่างในกรุงเทพฯ

ใครที่ได้ติดตามข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ คงต้องบอกว่า "หน้าม้าน" หรือรู้สึกร้อนๆ บริเวณผิวหน้า เพราะสื่อระดับโลกสับไทยไม่มีชิ้นดี ทั้งปัญหาการขโมยพาสปอร์ต การปลอมแปลงพาสปอร์ต ที่ว่ากันว่า "เนียนที่สุดในโลก" รวมไปถึงความหละหลวมของการคัดกรอง "คนเข้าเมือง"

ตลกร้ายที่ ศรส.เอาเป็นเอาตายในการขับไล่เนรเทศ นายสาธิต เซกัล นายกสมาคมธุรกิจอินเดีย-ไทย ให้พ้นไปจากราชอาณาจักร แต่กลับเก็บพวกผู้ต้องหา ผู้ต้องสงสัย และผู้ก่อการร้ายไว้เต็มเมือง เพราะตลอดมาก็มีข่าวอยู่เนืองๆ ว่าเมืองไทยเป็นสวรรค์ของผู้ก่อการร้าย มาเฟีย และ อาชญากรข้ามชาติ ทั้งมาหลบกบดาน พักผ่อน และเจรจาธุรกิจ หลายรายมาจนมุมสิ้นชื่อที่ประเทศไทย (ถูกต่างชาติเข้ามาชี้เป้าจับ)

ตลกร้ายยิ่งกว่า คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกพาสปอร์ต แทนที่จะแถลงประเด็นป้องกันปัญหาการขโมยพาสปอร์ตนักท่องเที่ยว กลับไปแถลงว่าพาสปอร์ตไทยปลอมแปลงไม่ได้ ทั้งๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีข่าวอื้อฉาวเรื่องแผ่นตรวจลงตราวีซ่าเข้าประเทศไทยสูญหายหลายร้อยแผ่น กระจายอยู่ในตลาดมืด

มิหนำซ้ำในช่วงที่มีข่าวเครื่องบินมาเลเซียสูญหาย มีการวิเคราะห์โยงทั้งเรื่องก่อการร้าย เรื่องแก๊งลูกแพะลักลอบเข้าเมือง ประเทศไทยกลับฉาวโฉ่ซ้ำในเรื่องมุสลิมต่างด้าวกว่า 200 คน โผล่กลางสวนยางพารา ที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ซึ่งหลายฝ่ายสงสัยว่าเป็น "ชาวอุยกูร์" ซึ่งกำลังมีความเคลื่อนไหวต่อสู้แบ่งแยกดินแดนในเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีน

ต้นเดือนมี.ค. กลุ่มแยกดินแดนซินเจียงที่เชื่อกันว่าเป็น อุยกูร์ นี้ เพิ่งก่อเหตุใช้มีดไล่ฟันคนเสียชีวิตหลายสิบคนที่สถานีรถไฟในเมืองคุนหมิง แถมยังมีบางทฤษฎีเชื่อมโยงว่าพวกหัวรุนแรงกลุ่มเดียวกันอาจพัวพันเหตุเครื่องบินหาย แต่กลุ่มคนต้องสงสัยว่าเป็นชาวอุยกูร์มากมายกลับโผล่ขึ้นง่ายๆ ในเมืองไทย

พื้นที่ที่พบมุสลิมต่างด้าวกลุ่มนี้ ยังเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับที่พบ "ชาวโรฮิงญา" จำนวนมากเมื่อปีก่อน ป่านนี้ยังผลักดันออกไปไม่หมด ท่ามกลางกระแสข่าวพื้นที่ภาคใต้ของไทยเป็น "ทางผ่าน" ของขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา (ล่าสุดอาจรวมอุยกูร์ด้วย)

ประเทศไทยซึ่งมีจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์ เป็นศูนย์กลางโดยธรรมชาติทั้งทางบก เรือ อากาศ และอยู่รอดปลอดจากภัยธรรมชาติทุกชนิด กำลังสูญเสียความเป็นศูนย์กลางและสถานะความเป็นผู้นำนั้น ด้วยปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกัน...ด้วยน้ำมือของคนไทยด้วยกันเอง!