ผลการทำ ประชามติ ที่ไครเมียเป็นไปตามคาด ร้อยละ 95.5% ของผู้มีสิทธิต้องการรวมกับรัสเซีย
ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียกับผู้นำสหรัฐโอบามา ยกหูโทรศัพท์ถึงกันอีกรอบหนึ่ง แต่พอทั้งสองฝ่ายออกแถลงการณ์ออกมา ไปกันคนละทาง
มอสโก บอกว่า ทั้งสองผู้นำตกลงที่จะหาทางสร้างเสถียรภาพให้กับยูเครน และผู้นำรัสเซียได้เน้นกับโอบามา ว่า รัฐบาลยูเครนล้มเหลวในการพยายาม “ระงับความรุนแรงของกลุ่มชาตินิยมสุดขั้ว”
แต่ทำเนียบขาวบอกว่า โอบามา ได้บอก ปูติน อย่างชัดเจนว่าการทำประชามติของไครเมีย เป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” และจะไม่มีวันเป็นที่ยอมรับได้ อีกทั้งยังขอให้รัสเซียสนับสนุนคณะทำงานระหว่างประเทศ ที่จะเข้าไปกำกับดูแลความเป็นไปในยูเครนตะวันออก (ที่ติดกับรัสเซีย)
สหภาพยุโรปออกแถลงการณ์ยืนกรานว่า การลงประชามติของไครเมียเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นเรื่อง “ละเมิดกฎหมายและไม่มีความชอบธรรม และผลที่ออกมาก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ”
นักวิเคราะห์บางคนเรียกปรากฏการณ์ใหม่นี้ว่า “สงครามเย็นครั้งที่ 2” หมายถึง การเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับสหรัฐและโลกตะวันตก
ต่างกับสงครามเย็นครั้งแรกที่เป็นการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างค่ายโลกเสรี ที่นำโดยสหรัฐกับค่ายคอมมิวนิสต์ ที่มีสหภาพโซเวียตและจีน สังกัดอยู่
เหตุที่ ปูติน ต้อง “ผนวก” ไครเมีย เพราะความรู้สึกไม่มั่นคง โดยเฉพาะเมื่อองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่มีสหรัฐและยุโรปตะวันตก เป็นแกนนำขยายอิทธิพลมาประชิดติดรัสเซียตลอด
เมื่อประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ของ ยูเครน ซึ่งเป็น “เด็ก” ของ ปูติน ถูกโค่นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพราะว่าแรงกดดันของสหรัฐ ที่หนุนฝ่ายประท้วง รัสเซียก็ประกาศทันทันว่านี่คือ การ “รัฐประหาร” ที่คุกคามเสถียรภาพของยูเครน ซึ่งอยู่หลังบ้านของตัวเอง
กลุ่มคนที่สนับสนุนรัสเซียในไครเมีย ประกาศจะผลักดันให้แยกไครเมียออกจากยูเครนและขอความช่วยเหลือรัสเซีย
และต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทหารรัสเซียที่ประจำการอยู่ในฐานทัพเรือที่ไครเมีย (ที่รัสเซียเช่าจากยูเครน) ก็เข้ายึดสนามบินและสถานที่ราชการหลายแห่งในไครเมีย
รัฐบาลชั่วคราวที่เมืองหลวงเคียฟของยูเครน ประกาศว่า นี่คือ การ “รุกรานทางทหาร” ของรัสเซียต่อยูเครน
ความจริงทหารรัสเซียประจำการอยู่ในยูเครน มาเป็นเวลาสิบปีแล้วภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่จำนวนทหารรัสเซียในไครเมียในช่วงปลายกุมภาพันธ์ มีจำนวนและพฤติกรรมที่ผิดข้อตกลงเดิม
ไครเมีย มีรัฐบาลและสภาท้องถิ่นของตัวเองด้วย ภายใต้ข้อตกลงกับรัฐบาลกลาง พอเกิดวิกฤติทางการเมืองขึ้น สภาไครเมียก็ลงมติตั้ง นายกฯ รักษาการ ชื่อ เซอร์เกย์ อักซิโยนอฟ ซึ่งอยู่ข้างรัสเซีย
เขาประกาศว่า เขาเป็นผู้กุมกลไกความมั่นคงของไครเมีย และได้ร้องขอให้รัสเซียส่งทหารมาช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยของไครเมีย
รัฐบาลกลางที่เคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ไม่ยอมรับ นายกฯ ไครเมีย คนนี้ บอกว่าเขาเป็นนายกฯ “เถื่อน”
ต่อมา วันที่ 1 มีนาคม รัฐสภารัสเซียมีมติให้อำนาจประธานาธิบดีปูติน ส่งทหารเข้ายูเครนได้ โดยอ้างว่าเพื่อคุ้มกันชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซีย
สหรัฐและโลกตะวันตกประณามการที่รัสเซียเดินหน้าเตรียมจะส่งทหารบุกยูเครน แต่ ปูติน ยืนยันว่าเป็นสิทธิของรัสเซียที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตน
เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชน เสนอมติประณามการที่ไครเมียทำประชามติให้คนที่นั่นเลือก จะแยกดินแดนไปเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียหรือจะแยกเป็นรัฐอิสระจากยูเครน รัสเซียใช้อำนาจวีโต้ในฐานะเป็นสมาชิกถาวร และจีนงดออกเสียง ทำให้มตินั้นตกไป
ตัวเลขทางการล่าสุด บอกว่า คนเชื้อสายรัสเซียในไครเมีย มี 58.32% ขณะที่เชื้อสายยูเครน มี 24.32% และ ชนกลุ่มน้อยตาตาร์ส (Tatars) มี 12.10% เท่านั้น
ไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อสภาท้องถิ่นของไครเมีย ประกาศให้มีการลงประชามติกับคนไครเมียด้วยคำถาม “มัดมือชก” อย่างนี้ ผลจะออกมาอย่างไร
โลกกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาวะการเผชิญหน้าแบบ “สงครามเย็น” รอบใหม่ เพราะว่าสหรัฐกับสหภาพยุโรป ขู่ว่าจะ “คว่ำบาตร” รัสเซียทางเศรษฐกิจและสังคม หากยังเดินหน้าผนวกไครเมีย ขณะที่ ปูติน ยืนยันมาตลอด ถ้าใช้ภาษาชาวบ้าน ก็คือ “กูไม่กลัวมึง”
แต่เมื่อประเทศใหญ่ๆ ในโลกต้องพึ่งพากัน และทุกอย่างตัดสินที่เศรษฐกิจ ไม่ใช่อำนาจทางทหาร สงครามเย็นรอบใหม่จะเปลี่ยนโฉมการเผชิญหน้าอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
โปรดติดตาม ห้ามกะพริบตา!






