หลายคนไม่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้ว จะส่งผลให้จีดีพีของไทยลดลง
อยู่ในระดับติดลบในปี 2557นี้ แต่สำหรับนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารทหารไทยกลับมองภาพ ณ จุดที่ย่ำแย่สุดๆว่า จีดีพีไทยทั้งปีนี้มีโอกาสจะติดลบถึง 1% ได้ ถ้าหากบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่มีข้อยุติในเร็วๆนี้ ก็จะส่งผลให้เกิดภาวะรัฐบาลที่เป็นสุญญากาศยืดเยื้อยาวนานออกไปจนถึงครึ่งปีหลังแล้วก็เชื่อว่าจะซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยทรุดตัวเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะตัวเลขการอุปโภคบริโภคของประชาชน ปละการลงทุนของภาคเอกชนจะไม่มีกิจกรรมใดๆในทิศทางที่เพิ่มขึ้น ขณะที่จะไม่มีการใช้จ่ายเพื่อลงทุนของภาครัฐบาลที่มีสัดส่วนราว 16% ของงบประมาณปีนี้ต้องเรียกว่าอยู่ในระดับที่เป็นศูนย์
แต่ถ้าหากปัญหาการเมืองมีข้อยุติชัดเจนโดยมีการเลือกตั้งใหม่ที่เสร็จสิ้นในครึ่งปีแรก หรืออย่างช้าก็เป็ช่วงต้นของครึ่งปีหลังแล้ว ภาวะเศรษฐกิจอาจพยุงตัวให้เติบโตในระดับ 2.4% ซึ่งไม่ใช่ระดับ 3% อย่างที่สำนักวิจัยเศรษฐกิจของรัฐบาลคาดการณ์เอาไว้ โดยเมื่อวันพุธที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมานี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2% ยอมรับว่าตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว และต่อเนื่องถึงมกราคมปีนี้ อุปสงค์ในประเทศที่หดตัวจากการใช้จ่ายภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ขณะที่การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองมากขึ้น ดังนั้นหลังจากที่มีการประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจมีมากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังยืดเยื้อ และเงินเฟ้อพื้นฐานแม้ปรับขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับต่่ำแล้ว ก็ควรที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงิยเพิ่ม เพื่อเอื้อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว
การส่งออกจึงกลายเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้นั้น แต่ท่ามกลางข่าวร้ายในประเทศ ก็ยังมีข่าวร้ายจากต่างประเทศที่ต้องจับตามากที่สุดคือ การการชะลอตัวลงเหลือ 7% ของเศรษฐกิจจีน โดยที่ไม่สามารถประคับประคองให้อยู่ที่ระดับเป้าหมาย 7.5% ในปีนี้ ทำให้ไทยพึ่งพาการค้ากับจีนอยู่ 11-12% และพึ่งพาตลาดอาเซียนด้วยกัน 24% ก็จะได้รับผลกระทบเชิงลบที่เป็นลูกโซ่ ทำให้การส่งออกของไทยเดินไม่ได้ตามเป้าทั้งปีที่ 5% นอกจากนี้การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปของสหรัฐที่ระดับ 2-3% และความเปราะบางของเศรษฐกิจยุโรปที่เติบโตไม่ถึง 1% รวมทั้งญี่ปุ่นที่จะเติบโต 2% ซึ่งทั้ง 3 ภูมิภาคนี้มีการค้ากับไทยรวมกันราว 29% ก็อาจจะไม่ได้ช่วยกาาค้าระหว่างประเทศของไทยให้กระเตื้องขึ้นได้มากนัก
ขณะที่การเมืองไทยถูกผลักดันให้เข้าสู่มุมอับมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องความกังวลของคนไทยส่วนใหญ่ เนื่องจากยังมีรัฐบาลรักษาการที่อยู่ในภาวะสุญญากาศ ประเทศไม่อาจเดินหน้า ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น และนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศขาดความเชื่อถือ ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นไปอย่างไม่ชัดเจนเช่นนี้ต่อไปแล้ว ฐานะของประเทศไทยก็อาจจะถูกจับตาให้อยู่ในกลุ่มสุ่มเสี่ยงของการขาดเสถียรภาพทางการเมือง โดยที่นักลงทุนจะไม่เพิ่มการลงทุน และเกิดอาการถดถอยทางเศรษฐกิจ ยิ่งนานนับวันไปก็จะเกิดการบั่นทอนศึกยภาพทางเศรษฐกิจถอยหลัง จนนำไปสู่การที่ประเทศต้องล้าหลังในที่สุด






